เพลงเถา


               เพลงไทยเดิม ที่เรียกว่าเพลงเถา ก็คือเพลง ที่บรรเลงด้วยอัตราจังหวะช้า ปานกลาง และเร็ว หรือที่เรียกว่าอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว โดยต่อเนื่องกันไม่ขาดระยะ ถ้าบรรเลงไม่ครบทั้ง 3 อัตราจังหวะ หรือเฉพาะอัตราจังหวะใดจังหวะหนึ่งก็ไม่เรียกว่าเพลงเถา ตามปกติแล้วเพลงเถาจะเริ่มจากสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว ตามลำดับ (บางครั้งอาจ จะเริ่มจากชั้นเดียว สองชั้น แล้วย้อนขึ้นไปสามชั้นก็มี แต่ถือว่าเป็นกรณีพิเศษเฉพาะในการบรรเลงเดี่ยวเพลงบางเพลงเท่านั้น)

               ในการพิจารณาว่าตอนใดของเพลงเป็นอัตราจังหวะสามชั้น สองชั้น หรือชั้นเดียว วิธีง่ายๆ ก็โดยการสังเกตุเสียง “ฉิ่ง” ซึ่งตามปกติแล้วการตีฉิ่งจะเริ่มด้วยเสียง “ฉิ่ง” และจบด้วยเสียง “ฉับ” ถ้าช่วงระหว่างฉ่องและฉัย ห่างกันมากก็แสดงว่าเป็นอัตราจัง หวะสามชั้น ถ้าช่วงระหว่างเสียงฉิ่งกับฉับห่างกันระยะเวลาปานกลางก็แสดงว่าเป็นอัตราจังหวะสองชั้น และถ้าช่วงระหว่างฉิ่งกับฉับเร็วกระชั้นชิดติดกันก็แสดงว่าเป็นอัตราจังหวะชั้นเดียว หรือพิจารณาจากการขับร้องก็คือ ถ้าเป็นเพลงอัตราจังหวะสามชั้นจะมีการร้องเื้อนยาวๆ ส่วนอัตราจังหวะสองชั้น และชั้นเดียวก็ร้องเอื้อนน้อยลงตามลำดับ และการพิจารณาในขั้นที่สูงขึ้นก็คือ ฟังจังหวะจากหน้าทับกลอง ที่ตีประกอบจัง หวะ ซึ่งกว่าจะสามารถแยกความแตกต่างระหว่างจังหวะหน้าทับต่างๆ และบอกอัตราจังหวะของเพลงได้ถูกต้องก็คงต้องอาศัยประสบการณ์ จากการฟังเพลงไทยมากทีเดียว คือจะต้องฟังบ่อยๆ และหัดสังเกต จดจำจังหวะหน้าทับของเพลง ให้เกิดความคุ้นหู

               เพลงเถาเป็นเพลงที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (ราวสมัย ร.3) มีวิวัฒนาการมาจากการเล่นเสภา และการเล่นสักวา แต่เดิมการเล่นเสภายังไม่ต้องมีวงดนตรีไทยบรรเลงประกอบ มาในสมัย ร.2 เนื่องจากคงจะทรงเห็นว่าการขับเสภานั้นเหนื่อยมาก ผู้ขับไม่มีโอกาสจะพัก ผ่อน จึงทรงให้นำวงปี่พาทย์เข้าบรรเลงคั่นประกอบการขับเสภา จากการขับเสภาวิวัฒนาการมาเป็นการร้องส่งให้

               ดนตรีรับ ในตอนแรกก็คงจะเป็นเพลง 2 ชั้น และชั้นเดียวเท่านั้น กลายเป็นแบบแผนการเล่นอย่างใหม่ดีัยกว่า “ก ารร้องส่ง” ขึ้นมาอีก และการเล่นร้องส่งนี่เองน่าจะเป็นแนวทางให้เกิดเพลงเถา กล่าวคือ เมื่อมีการร้องส่งนักร้องบางคนก็พยายามเลือกเพลงแปลกๆ เก่าๆ ที่คาดว่านักด นตรีไม่รู้จัก จะได้บรรเลงรับไม่ถูกอย่างที่เรียกว่า “จนเพลง” เพราะถือว่าเป็นการชิงไหวชิงพ ริบ หรือลองเชิงกันระหว่างนักร้อง และนักดนตรี ฝ่ายนักดนตรีถึงแม้ว่าบางครั้งจะ “จนเพลง” จริงๆ แต่เพื่อศักดิ์ศรีก็จะไม่ยอมหยุดอยู่เฉยๆ จะพยายามบรรเลงรับด้วยการคิดแต่งทำนองขึ้นเองให้ใกล้เคียงกับ ทำนองทางน้อง โดยเฉพาะทำนองในตอนต้นและตอนท้ายของเพลง ที่คิดขึ้นมาจะต้องให้สนิทสนม สามารถสวมรับและส่งให้นั กร้องได้สนิทสนมเช่นกัน ส่วนทำนองในช่วงกลางๆ จะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่จะต้องครบจังหวะเพลง ถึงแม้จะเป็นหัวมงกุฎท้ายมังกรก็ตาม และการคิดประดิษฐ์ทำนองเพลงในลักษณะดังกล่าวนี้ จึงเป็นการท้าทายให้นักดนตรี ผู้สามารถ คิดประดิษฐ์ทำนองเพลงขยายจากทำนองเพลงสองชั้น เป็นสามชั้น และตัดทำนองเพลงสองชั้นลงเท่าหนึ่งก ลายเป็นเพลงทำนองเพลงชั้นเดียวเพิ่มมาอีก ในเวลาบรรเลงก็บรรเลงตั้งแต่สามชั้นสองชั้น เรื่อยลงไปจนถึง ชั้นเดียว กลายเป็นรูปแบบของเพลงไทย อีกแบบหนึ่ง และเรียกว่าเพลงเถา เพลงประเภทนี้นิยมบรรเลงกันมาก ตั้ง แต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน

               จากการศึกษาประวัติของเพลงเถา ตามที่ ท่านผู้รู้ได้เขียนขึ้นไว้หลายเล่มด้วยกัน พอจะจำแนกที่มาของเพลงเถา ได้เป็น 4 ลักษณะ คือ

               1. เพลงเถาที่เปิดจากเพลงสองชั้นที่มีมาแต่โบราณ (หรือที่เรียก ว่าเป็น “เพลงเก่า” และไม่ทราบผู้แต่ง) นำมาขยายเป็นสามชั้น และตัดลงเป็นชั้นเดียว เพลงเถาลั กษณะนี้มีจำนวนมากที่สุด เช่น เพลงพราหมณ์ดีดน้ำเต้า เถา เพลงแขกต่อยหม้อ เถา เพลงเขมรพวง เถา เพลงแขกมอญ เ ถา ฯลฯ หรือแต่งขยายและตัดลงจากเพลงสองชั้น ซึ่งครูดนตรีแต่งสำหรับเป็นเพลงร้อง และบรรเลงประกอบการแสดง ละครมาก่อน ได้แก่ เพลงแขกขาว เถา และเพลงยวนเคล้า เถา ของหลวงประดิษฐไพเราะ เป็นต้น

               2. เพลงเถาที่เกิด จากเพลงสามชั้นที่มีมาแต่เดิม ภายหลังมีผู้ตัดทำนองลงเป็นสองชั้น และชั้นเดียวจนครบเถา ได ้แก่ เพลงนางครวญ เถา เพลงสุดสงวน เถา และเพลงเทพบรรทม เถา เป็นต้น

               3. เพลงเถาที่เกิด จากเพลงชั้นเดียวที่มีมาแต่เดิม และมีผู้แต่งขยายขึ้นเป็นสองชั้น และสามชั้นจนครบเป็นเถา เท่าที่พบเพลงเถาลักษณะนี้มีอยู่ 3 เพลง คือ เพลงไส้พระจันทร์ เถา ของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่งขยายมาจากเพลงไส้เดือนฉกจวักชั้นเดียว เพลงหนีเสือ เถา ของครูเขียน ศุขสายชล แต่งขยายมาจากเพลง หนีเสือชั้นเดียว และเพลงแขกอะหวัง เถา แต่งขยายมาจากเพลงแขกอะหวังชั้นเดียว ซึ่งเป็นเพลงแปลงมาจาก ชวา

               4. เ พลงเถาที่เกิดขึ้นใหม่โดยไม่มีแบบอย่างของเก่า ผู้แต่ง แต่งขึ้นเองโดยยึดรูปแบบของเพลงเถาที่เป็นแบบแผนมาแต่เดิม แต่งเป็นเพลงที่มีทำนองสามชั้น สองชั้น และชั้นเดียว เพลงเถาลักษณะนี้ได้แก่เพลง สุดาสวรรค์ เถา ของพระสุจริตสุดา เพลงสมโภชพระนคร เถา ของ อาจารย์มนตรี ตราโมท และเพลงเถาที่เกิดขึ้นในชั้นหลังนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงเถาของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์อีกหลายเพลง ด้วยกัน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.