อ้างอิง


อ้างอิง
พงษ์ ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบท ดนตรีไทย. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
อุทิศ นาคสวัสดิ์. (2546). ทฤษฎีและหลักปฏิบัติดนตรีไทย และพจนานุกรม ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
อัษฎาวุธ สาคริก. (2550). เครื่อง ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้.
ประดิษฐ์ อินทนิล. (2536). ดน…ตรีไทยและนาฎศิลป์.  กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสร์น.

บุคลิกภาพและจรรยาบรรณ ของนักดนตรี


บุคลิกภาพและจรรยาบรรณ ของนักดนตรี
ไม่ว่าการศึกษาวิชาการดนตรีนั้นจะเป็นไปเพื่อประกอบอาชีพ เพื่อประดับความรู้หรือเพื่อการอื่น ๆ เมื่อผู้ศึกษาเล่นดนตรีได้ ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นนักดนตรีคนหนึ่ง ความเก่งกาจสามารถมากหรือน้อยเป็นเรื่องที่จะต้องฝึกฝนกันเอาเอ งต่อไป

ความสำเร็จของการเป็นนักดนตรีที่ ดีนั้น มิใช่เพียงขึ้นอยู่กับว่ามีฝีมือดีเท่านั้นหากแต่ยังต้องมีส่วน อื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโลกทัศน์หรือทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่า ง ๆ รอบตัว

การดนตรีก็เปรียบได้กับศาสตร์อื่น ๆ ทั่วไป คือมีทั้งผู้ที่เก่งกาจ และผู้ที่อยู่ในระหว่างการฝึกฝนเพื่อที่จะได้เป็นคนเล่นดนตรีที ่เก่งต่อไป ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงไม่น้อยไปกว่าทฤษฎีดนตรีก็คือ การหมั่นฝึกฝนและสำรวจตัวเองในเรื่องของโลกทัศน์ที่มีต่อดนตรี และเรื่องทั่ว ๆ ไป คุณสมบัติของนักดนตรีที่ดี

1. การขยันขันแข็งในการฝึกซ้อม จะช่วยให้มีความคล่องตัวช่วยเพิ่มพูนฝีมือ เพิ่มพูนความเข้าใจ เพิ่มพูนความเร็ว การขยันฝึกซ้อมนั้นจะต้องทำให้เป็นนิสัยแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนัก ดนตรีที่เก่งแล้ว มีฝีมือเป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไปแล้ว ก็ยังต้องหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ

2. หมั่นศึกษาหาความรู้ทางดนตรีเพิ่ม เติมอยู่เสมอ จากครูอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน จากตำรับตำรา จากการฟัง ฯลฯ วิทยาการและเทคโนโลยีนั้นก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หากไม่หมั่นศึกษาจะกลายเป็นคนล้าหลัง และตามเพื่อนพ้องไม่ทัน

3. มีความละเอียดละออในการฟัง การอ่าน การเขียน และ การเล่น อย่าปล่อยให้รายละเอียดที่ไพเราะน่าสนใจ หรือกลเม็ดต่าง ๆ ผ่านไป โดยมิได้กระทบโสตประสาทของเรา

4. หมั่นดูแลรักษาเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพ หรือเล่นเป็นประจำ ให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ เสียงทุกเสียงต้องไม่เพี้ยน สภาพของเครื่องดนตรีต้องใช้การได้ดีตลอดเวลา

5. ลดอัตราในตัวเองให้มากที่สุด จงเป็นคนถ่อมตัว อย่าถือเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ อย่าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายถูกตลอดกาล การคิดเช่นนั้น จะทำให้เราไม่ได้อะไรใหม่ ๆ และกลายเป็นคนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาด

ดนตรีนั้น เป็นศิลปะอิสระที่ไร้ขอบเขต ความไพเราะมิได้อยู่ที่เล่นได้ถูกต้องตามต้นกำเนิดเดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่ผู้เล่นสามารถสื่อถึงผู้ฟังได้ดีเพียงไร การมีอัตรามากจะทำให้เราถูกขังอยู่แต่ในความคิดคำนึงของเราคนเด ียว ไม่อาจข้ามพ้นไปรับความเป็นอิสระในทางความคิดใหม่ ๆ ทั้งที่เราก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์ได้ดีอีกคนหนึ่ง

6. อย่าตำหนิติเตียนผู้ที่มีฝีมือด้วยกว่า แนะนำสิ่งที่น่าสนใจแก่เขาตามกำลังความสามารถของเขาที่จะรับได้ จงให้กำลังใจเขาและส่งเสริมให้เขามีฝีมือขึ้นมาเสมอเรา หรือก้าวไปไกลกว่าเรา ความเจริญและความดีงามของสังคมขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีคุณภาพเป็น จำนวนมาก

7. เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าในหมู่เพื่อนร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในธุรกิจการดนตรี รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น อย่าเป็นตัวสร้างปัญหาในกลุ่มคนที่ร่วมงานกับเรา จะทำให้เราเป็นบุคคลที่น่าเบื่อหน่าย

8. เป็นผู้ที่ตรงต่อเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนัดฝึกซ้อมหรือในการแสดงจริง ต้องตรงต่อเวลาจริง ๆ ทั้งยังต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับอุปสรรคในการเดินทางด้วย งานทุกงานควรเริ่มต้นและจบลงตามกำหนดการ ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ฟังได้และอภัยให้ได้สำหรับความผิดพลาดเรื่องเวลา

9. เมื่อมีโอกาสถ่ายทอดความรู้สึกผู้อื่น จงกระทำในลักษณะแนะนำ แจกแจงชี้ให้เห็น จงคำนึงถึงความยอมรับในตัวเราจากผู้เรียนให้มากที่สุด และถ่ายทอดความรู้ที่มีโดยไม่ปิดบังอำพราง ผู้รับจะรับความรู้ที่เราถ่ายทอดให้ได้ตามความสามารถในการเรียน รู้ของเขาการถ่ายทอดความรู้โดยไม่ปิดบังจะก่อให้เกิดลักษณะที่เ รียกว่าการต่อยอดทางการเรียน ศิษย์ที่รับความรู้ได้เร็วจะนำความรู้ที่ได้ไปฝึกฝนหรือค้นคว้า ต่อออกไปอีก ทำให้ความรู้ความสามารถแตกสาขาออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

10. จงเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น อย่าถือวิสาสะหยิบหรือเคลื่อนย้ายเครื่องมือของผู้อื่น โดยเจ้าของมิได้อนุญาติเสียก่อน

11. นักดนตรีต้องรู้หน้าที่ของตนเอง เมื่อแสดงดนตรีอยู่ บนเวทีต้องรู้จักรับผิดชอบในการเล่นเครื่องม ือของตนเองให้ดีที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งในโน้ตของตนเองอย่างดีที่สุดไม่ควรก้าวก่ายไปเ ล่นโน้ตของเครื่องมือที่มีผู้เล่นอยู่แล้ว จะทำให้เกิดความสับสนในวงดนตรีและเกิดเสียงผิดเพี้ยนเนื่องจากก ารเล่นผิดเล่นถูกซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแสดงดนตรีเลยแม้แต่น้อย

12. จงเป็นผู้มองโลกในแง่ดีเสมอให้อภัยคน อย่าเป็นคนโกรธง่าย อย่าใช้ยาเสพติดช่วยสร่างอารมณ์ในการเล่นดนตรี นักดนตรีควรมีอารมณ์สุนทรีย์โดยธรรมชาติ มองโลกในแง่ดี มองโลกให้กว้างเพื่อความมีสุขภาพจิตที่ดีในชีวิต

13. อย่าเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทั้งฝีมือและพฤติกรรม คนแต่ละคนมีจริต และสิ่งเอื้ออำนวยที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่จะเปรียบเทียบกันได้ ความกระตือรือร้นและทะเยอทะยานที่จะมีฝีมือและความรู้ที่มากขึ้ น ควรขึ้นอยู่กับความท้าทายจากสิ่งที่เราเรียนรู้มิควรให้เกิดจาก ความคิดที่จะเอาชนะผู้อื่น เราจะไม่มีวันชนะใครตราบเท่าที่เราอยากเอาชนะ

ความเป็นนักดนตรี สิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำคือการเล่นดนตรีเพื่อสื่อถึงผู้ฟัง นั่นเท่ากับว่าตลอดเวลาเราทำงานเพื่อผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นจิตสำนึกของนักดนตรีจึง ต้องคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตนเอง จงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ผู้อื่นได้รับความสุขอย่างเต็มที่ จะต้องคิดเสมอว่าสิ่งที่ออกไปจากเรา ผู้อื่นเขารับแล้วพอใจไหม ยินดีหรือไม่ การคิดคำนึงอย่างนี้จะนำให้เรากระทำแต่สิ่งที่ดีอยู่ตลอดเวลา

พิธีสมโภชลูกหลวง


พิธีสมโภชลูกหลวง

               พิธีสมโภชลูกหลวง เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในราชสำนักสำหรับผู้เป็นลูกหลวง คือ พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีการนำเอาดนตรีไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

               จากหนังสือ  คำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2468 ในหนังสือนั้นว่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีการสมโภชลูกหลวง คือพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ละ 10 ครั้ง

               ครั้งที่ 1 สมโภชเมื่อประสูติได้ 3 วัน เนื่องจากในอดีตมีความเชื่อกันว่าทารกที่คลอดมักตายใน 3 วัน จนมีภาษิตว่า สามวันลูกผี สี่วันลูกคน จึงเป็นเรื่องที่กลัวกันมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นลูกหลานของบุคคลชั้นสูง เมื่อทารกรอดมาได้พ้น 3 วัน ก็พ้นเขตเป็นลูกผี จึงทำขวัญแต่ทำกันภายในครัวเรือน

               ครั้งที่ 2 สมโภชเมื่อพระชันษาได้ 1 เดือน คือ พิธีขึ้นพระอู่ เป็นพิธีที่มักจะทำกันใหญ่โต เพราะมั่นใจว่า ทารกนั้นจะรอดอยู่ได้จนโต จึงตั้งต้นเลี้ยงอย่างสามัญ เช่น เอาขึ้นนอนเปล

               ครั้งที่ 3 สมโภชเมื่อแรกพระทนต์ขึ้น

               ครั้งที่ 4 สมโภชเมื่อแรกพระดำเนินได้ คือ ชันษาราว 1 ขวบ

               ครั้งที่ 5 สมโภชเมื่อลงสรงท่าน้ำ หรือพิธีลงท่า สันนิษฐานว่า เนื่องจากหัดว่ายน้ำ

               ครั้งที่ 6 สมโภชเมื่อโสกันต์ โดยปกติพระองค์ชายโสกันต์เมื่อพระชันษา 13 ปี พระองค์หญิงโสกันต์เมื่อพระชันษา 11 ปี ซึ่งแสดงว่า ได้เจริญวัยเปลี่ยนสภาพจากเด็กมาเป็นหนุ่มสาว

               ครั้งที 7 สมโภชเมื่อทรงผนวช พระองค์ชายทรงผนวชสามเณรเมื่อพระชันษาได้ 14 ปี พระองค์หญิงผนวชเป็นรูปชี เมื่อชันษาได้ 12 ปี เท่ากับไปศึกษาต่อที่วัด

               ครั้งที่ 8 พิธีอภิเษกสมรส ระหว่างพระชันษา 16-19 ปี

               ครั้งที่ 9 สมโภชเมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ คือ  ละเพศคฤหัสถ์ ออกบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ช่วยอุปถัมภ์พระศาสนา

               ครั้งที่ 10 สมโภชเบญจเพส เมื่อพระชันษาได้ 25 ปี เท่ากับทำพิธีสะเดาะเคราะห์

               พิธีสมโภชที่กล่าวมานี้ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในภายในราชสำนัก ยิ่งเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ย่อมมีค่าควรแก่การศึกษา การสมโภชเมื่อพระชันษาได้ 1 เดือน มีพิธีการที่สำคัญคือ พิธีขึ้นพระอู่ หรือเรียกอย่างสามัญชนว่า เอาขึ้นนอนเปล ซึ่งจะมีการ เห่ช้าลูกหลวง หรือช้ากล่อมลูกหลวงอยู่ด้วย การเห่ช้าลูกหลวง เป็นประเพณีมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นพิธีพราหมณ์เรียกว่า พิธีสมโภชเจ้าฟ้าขึ้นพระอู่ สำหรับพิธีโดยย่อคือ เมื่อเตรียมเสาพระอู่ทอง พระอู่ทองสายแขวนสายชัก และเครื่องบายศรีนมัสการเรียบร้อยแล้ว พอได้ฤกษ์ดี เจ้าพนักงานเอาพระอู่มาแขวนที่เสา พราหมณ์จะอ่านพระเวทพระมนต์ เชิญองค์พระราชกุมารขึ้นพระอู่ ตัวพระครูพราหมณ์เองไกวพระอู่ แล้วเห่กล่อมด้วยมนต์ภาษาสันสกฤต 3 ครั้ง พวกขับไม้กล่อมด้วยการเห่ทำนองช้าลูกหลวง ดังนี้

สวมชีพบังคมบาท                              พระเยาวราชธิเบนทร์สูร

ภุชพงศ์วงศ์ประยูร                              อิศรราชเรืองเดชา

พระยอดเยาวยุพิน                              หน่อภูมินทร์แม้นอมรา

เชิญเสด็จขึ้นไสยา                              บรรทมสุขสราญรมย์

               การขับไม้เห่กล่อมพระบรรทมนี้ ใช้วง “ขับไม้” ซึ่งประกอบด้วย ซอสามสายคันหนึ่ง บัณเฑาะว์คู่หนึ่ง และมีคนขับคนหนึ่ง ผู้ไกวบัณเฑาะว์จะไกวไปเรื่อยๆ ผู้ขับร้องจะขับประสานเสียงคลอไปกับซอสามสายที่ไพเราะจับใจ ตามทำนองขับกล่อม 4 ทำนอง เริ่มด้วยทำนองเห่ช้าลูกหลวง ตามด้วยเห่ทำนองสรภัญญะใหญ่ ทำนองเพลงพัดชา และทำนองเพลงนกจาก ดังนี้

เห่ทำนองสรภัญญะใหญ่

เห่เอยเห่กล่อม                                      พระทูลกระหม่อมจะบรรทม

ข้าบาทขอบังคม                                   ขับประสมดนตรี

ฟังเสนาะเพราะสำเนียง                         ประสานเสียงดีดสี

ขับไม้มโหรี                                          รายรอบพระกรงทอง

ฝ่ายพี่เลี้ยงจะชักช้า                              นางกัลยาจะกล่อมสนอง

ถนอมในพระกรงทอง                           ให้พระบรรทมให้สำราญ

สาลิกาในกรงทอง                                 ก็ส่งซ้องเสรียงหวาน

แขกเต้าเล่าประสาน                              ก็ขับขานกับโนรี

เห่ทำนองพัดชา

เบญจวรรณรำพันรอด                            ส่งเสียงสอดกับปักษี

ถวายเสียงสกุณี                                     ระเรื่อยรี่ดังเรไร

เห่ทำนองนกจาก

ให้เพลิดเพลินเจริญรส                           หายระทดพระหฤทัย

ดังดนตรีปี่ไฉน                                        มากล่อมให้บรรทมเอย

เทพแห่งดุริยางค์ดนตรี


เทพแห่งดุริยางค์ดนตรี

ในวงการดนตรีไทยนั้น ถ้าหากผู้ใดจะเริ่มเรียนย่อมจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสำคัญที่จะต้องทราบและให้ความสำคัญในเรื่องของการไหว้ครู ดังนั้นการไหว้ครูจึงเป็นการไหว้เทพแห่งดุริยางค์ ในบทโองการพิธีไหว้ครู ที่ท่านผู้เป็นประธานกล่าวนำในพิธีนั้น ปรากฏชื่อเทพเจ้าอยู่ 3 องค์ คือ

1 พระวิศวกรรม หรือพระวิษณุกรรม

2 พระปรคนธรรพ หรือ พระประโคนธรรพ

3 พระปัญจสีขร

พระวิศวกรรม                       พระปรคนธรรพ                      พระปัญจสีขร

พระวิศวกรรม หรือ พระวิษณุกรรมนั้น ในโองการกล่าวไว้ว่า “พระวิษณุกรรมผู้เรืองฤทธิ์ ท่านประสิทธิ์สาปสรรค์ เครื่องเล่นสิ่งสารพันในใต้หล้า” ซึ่งทำให้เข้าใจว่า พระวิศวกรรม ท่านเป็นนายช่าง เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะการช่าง การสร้างสรรค์เครื่องดนตรีอันไพเราะได้นั้น ย่อมเกิดจากอำนาจแห่งพระวิศวกรรมเป็นผู้บันดาลให้ถูกต้องตามลักษณะแห่งเครื่องดนตรี

พระปรคนธรรพ หรือ พระประโคนธรรพ นามจริงของท่าน คือ  พระนารทมุนี เป็นพรหมฤาษี เป็นประชาบดีตนหนึ่งในทศฤาษี หรือมหาฤาษีทั้ง 10 ท่าน เป็นผู้ชำนาญในการขับร้องและ ดุริยางค์ดนตรี เป็นผู้ที่คิดทำพิณขึ้นเป็นอันแรก จึงได้นามว่าปรคนธรรพ ซึ่งแปลว่ายอดของคนธรรพ ดังนั้นพระนารทมุนี จึงนับเป็นเทพแห่งดุริยางค์ดนตรีองค์หนึ่ง มีนามว่า พระปรคนธรรพ

ประปัญจสีขร เป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชชื่อว่า สิขคนธรรพเทพบุตร มี 5 ยอด ร่างกายเป็นสีทอง มีกุณฑลอาภรณ์ประกอบด้วยนิลรัตน์ และทรงภูษาสีแดง มีความสามารถเชิงดีดพิณ และขับลำนำ “พิณของพระปัญจสีขรนี้ มีสีพรรณเหลื่อมเหลือง ดุจผลมะตูมสุก สะอาด ตะพองพิฯนั้นแล้วด้วยทองธรรมดา คันนั้นแล้วด้วยแก้วอินทนิลมณี มีสาย 50 สาย แล้วด้วยเงินงาม เวทกะ(ลูกบิด) ที่สอดสายเสียบอยู่ปลายคันนั้นแล้วด้วยพระกาฬ”

ดังนั้นจึงนับได้ว่าเทพเจ้าทั้ง 3 องค์เป็นเทพแห่งดุริยางค์ดนตรี


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ (นารทฤาษี)


พระปรคนธรรพ (นารที)


พระปรคนธรรพ (พระกะปิพักตรหน้าลิง)


พระปรคนธรรพ (พระนารท)
นุ่งหนังหมี ห่มหนังเสือ


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ (พระนารที)


พระปรคนธรรพ (หน้าลิง)


พระปรคนธรรพ (หน้านก)

พระปรคนธรรพ


ในวงการดนตรีไทย มีสิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ก็คือ การไหว้ โดยส่วนใหญ่ หรือแทบจะทุกคนก่อนจะเริ่มเล่นเครื่องดนตรีก็จะต้องยกมือไหว้ และเมื่อเลิกเล่นก็จะยกมือไหว้อีก บางคนก็จะกราบลงกับเครื่องดนตรี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักดนตรีไทยทุกคนถือว่า เครื่องดนตรีไทยทุกชนิดจะมีครูบาอาจารย์สิงสถิตอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้นักดนตรีไทยก็ยังมีความเชื่ออีกว่าเครื่องดนตรีไทยถูก สร้างขึ้นมาจากเทพยดา หรือจะบอกอีกแบบหนึ่งว่า ศาสตร์ของดนตรีไทยถูกสร้างขึ้นมาจาก ดุริยะเทพ ก่อนที่จะมาเผยแพร่ให้แก่มนุษย์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการแสดงถึงศรัทธาของนักดนตรีไทยที่มีต่อบรมครูที่เป็นเทพ ซึ่งก็มีอยู่หลายองค์ แต่ละองค์ก็จะเป็นเทพแห่งศาสตร์ในแขนงต่างๆ เช่น พระปรคนธรรพ ก็จะเป็นที่นับถือกันมากในหมู่ของนักปี่พาทย์ หรือนักดนตรีใน วงปี่พาทย์ นั่นเอง เพราะว่านักดนตรีปี่พาทย์จะทราบกันดีว่า พระปรคนธรรพ ก็คือ ครูตะโพน และตะโพนทุกๆ ใบก็คือตัวแทนของพระปรคนธรรพ

ด้วยเหตุนี้เองนักดนตรีปี่พาทย์ส่วนใหญ่จะไม่รับประทาน หรือบริโภคเนื้อวัว เพราะว่าตะโพนที่พวกเรากราบไหว้ และนับถือ เป็นพระปรคนธรรพ ทำด้วยหนังวัว จึงไม่สามารถไหว้หนังแล้วกินเนื้อ และถ้าท่านผู้อ่านเริ่มที่จะศรัทธาต่อพระปรคนธรรพ หรือเทพองค์อื่นก็ควรจะหยุดบริโภคเนื้อวัว และอีกอย่างหนึ่งการไม่บริโภคเนื้อวัวก็จะทำให้เราได้กุศล และมีชีวิตที่ดีขึ้น

พระปรคนธรรพ มีกำเนิดมาจากหน้าผากของ พระพรหม (ผู้สร้างโลก) โดยพระพรหมสร้างพระปรคนธรรพให้จุติเป็น คนธรรพ ซึ่งก็คือเทวดาที่เป็นนักดนตรีอยู่บนสรวงสวรรค์ และต่อมาได้กลายมาเป็น เทวะฤๅษี มีนามว่า พระนารทมุนี หรือกล่าวโดยง่ายว่า พระนารทมุนี คือเทวดาที่บำเพ็ญตนเป็นฤๅษี (ไม่ใช่มนุษย์ที่เป็นฤๅษี เหมือนกับที่เราเห็นในรายการทีวี) จึงทำให้เหล่าคนธรรพบนสวรรค์จะให้ความเคารพ และยำเกรงต่อพระนารทมุนี หรือพระปรคนธรรพเป็นอย่างมาก ผมจะขอย้อนไปในเรื่อง ตำนานเพลงสาธุการ สักนิดหนึ่ง คือเมื่อครั้ง พระพุทธเจ้า ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการซ่อนตนไปอยู่บนพระเกศาของ พระอิศวร เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ได้ประลองฤทธิ์กัน และสุดท้ายพระพุทธเจ้าไม่ยอมเสด็จลงมาจากพระเกศาของพระอิศวร จนกว่าพระอิศวรจะให้เหล่าเทวดา หรือคนธรรพบรรเลง เพลงสาธุการ จึงจะยอมเสด็จลงมา และพระอิศวรจึงรับสั่งให้เหล่าคนธรรพบรรเลงเพลงสาธุการเพื่อเป็นการอัญเชิญ พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากพระเกศา ซึ่งในคราวนั้นเหล่าเทวดา คนธรรพทั้งมวลก็เริ่มจะบรรเลงเพลงสาธุการ แต่เมื่อเหล่าคนธรรพทั้งมวล ซึ่งให้ความนับถือ และยำเกรงต่อพระนารทมุนี หรือพระปรคนธรรพจึงได้ให้ท่านผู้เป็นใหญ่ในคนธรรพ ขึ้นเพลงสาธุการด้วยตะโพนก่อนผู้อื่น และจากครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าบรรเลงเพลงสาธุการก็จะต้องให้ตะโพนขึ้นนำมาก่อนทุกครั้ง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักดนตรีปี่พาทย์ให้ความเคารพต่อตะโพน เปรียบเป็นพระปรคนธรรพ

พระปรคนธรรพ นอกจากในวงการของนักดนตรีปี่พาทย์แล้ว ในสายของ โขน ละคร จะมีศีรษะเป็นเหมือนกับหัวโขนซึ่งจะมีลักษณะเป็นหน้ามนุษย์มีสีเขียวแก่ทั้ง ใบหน้า และมีชฎาดอกลำโพงอยู่บนศีรษะ ซึ่งก็จะมีเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เป็นประจำว่าพระปรคนธรรพจะต้องเป็นสีขาว เพราะเนื่องจากว่าครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเครื่องนุ่งขาวห่มขาวเป็นลักษณะของฤๅษี และถือไม้เท้ายาวข้างขวา ซึ่งนักดนตรีไทยส่วนใหญ่ก็จะมีบูชาที่บ้านในลักษณะของรูปภาพ ซึ่งหลายคนให้ความเคารพว่าเป็นพระปรคนธรรพในร่างของรัชกาลที่ 6 จึงทำให้ผู้ที่มีความนับถือรูปภาพนั้น ก็จะบอกว่าพระปรคนธรรพเป็นสีขาว แต่ก็จะมีอีกหลายคนบอกว่าภาพของรัชกาลที่ 6 นั้น ท่านทรงเครื่องแต่งเป็น พระปัญจสีขร และนุ่งขาวห่มขาวเหมือนกับศีรษะโขนที่เป็นสีขาว จึงทำให้เป็นที่ขัดแย้งกันอยู่พอสมควร แต่ผมลองพิจารณาด้วยตัวเองก็เห็นว่าภาพนั้น รัชกาลที่ 6 ท่านทรงเครื่องเป็นลักษณะของฤๅษี เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะเป็นพระปรคนธรรพมากกว่าพระปัญจสีขรที่ไม่ได้เป็น ฤๅษี แต่อย่างไรก็ดี ความคิดของผมก็มิได้ถือเป็นมติเอกฉันท์ ใครจะนับถือเป็นอย่างไรก็สุดแท้ แล้วแต่จะว่ากันไป เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การจัดตั้งหิ้งบูชาพ่อแก่


การจัดตั้งหิ้งบูชา

การ จัดตั้งหิ้งบูชา.จะต้องหันหน้าไปทางทิศ
๑.เหนือ
๒.ตะวันออกเฉียงเหนือ
๓.ตะวันออก เท่านั้น

ที่เหลืออีก 5 ทิศเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคล ควรไว้รองจากพระพุทธรูป การจัดตั้งเครื่องสังเวยหน้าหิ้งบูชาควรจัดข้าวน้ำ ผลไม้ให้ครบองค์กร กล้วยสุก มะพร้าวอ่อน ขนุน ขนมถ้วยฟู ต้มแดง ต้มขาว คันหลาว หูช้าง ขนมถั่ว-ขนมงา เครื่องกระยาบวช ทั้ง ๕ คือ
๑.กล้วยบวชชี
๒.ฟักทองแกงบวช
๓.เผืกแกงบวช
๔.มันแกงบวช
๕.ขนมบัวลอย

จะทำรวมกันเป็นที่เดียวก็ได้ ถ้าหากมีทุเรียน ทับทิม ฟักเงิน(ฟักทอง) แตงไทย แตงกวา แตงโม สัปปะรด จะเป็นมงคลยิ่ง โดยเฉพาะกล้วยควรใข้กล้วยน้ำไทย หาไม่ได้ก็ไช้ กล้วยน้ำว้า

พิธีเช่นนี้ จะขาดไม่ได้คือ บายสีปากชาม ถ้าหากว่าจะทำได้มากกว่านี้ ก็ยิ่งเพิ่มบารมีมากขึ้นอีก เช่น บายสีพรหม บายสีเทพ บายสีตอ เป็นต้นการจัดตั้งหิ้งถ้าหากเจตนาอัญเชิญเทพไม่ควรจะมีของคาว ควรจะจัดเพิ่มให้มีนม เนย เผือก มัน ทั้งดิบ และสุก ถั่วงา ทั้งสุกและดิบ ให้ครบ

ทุกๆพิธี จะต้องมี น้ำร้อน น้ำชา หมากพลู บุหรี่ น้ำเปล่า ตั้งเอาไว้ประจำไม่ต้องลา ทั้งกล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อน ปูอาสนะด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์เครื่องใช้ทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรทุกอย่างจะต้องเป็นของใหม่ๆ ทุกอย่าง

ผลไม้ที่เป็นมงคล
๑.ขนุน
๒.ทุเรียน
๓.กล้วยหอม
๔.ทับทิม
๕.ลูกอินทร์
๖.ลูกจันทร์
๗.องุ่น
๘.แตงไทย
๙.มะม่วง
๑๐.ลูกเกตุ
๑๑.ลูกตาล
๑๒.ลูกอินทผลัม
๑๓.แอปเปิ้ล
๑๔.ลิ้นจี่
๑๕.ลำใย
๑๖.สัปปะรด

ผลไม้ที่ห้ามขึ้นหิ้งบูชา
๑.ละมุด
๒.มังคุด
๓.พุทรา
๔.น้อยหน่า
๕.น้อยโหน่ง
๖.มะเฟื่อง
๗.มะไฟ
๘.มะตูม
๙.มะขวิด
๑๐.กระท้อน
๑๑.ลูกพลับ
๑๒.ลูกท้อ
๑๓.ระกำ
๑๔.ลูกจาก
๑๕.รางสาด

คาถาบูชาพ่อแก่


คาถาบูชาพ่อแก่
นะโม 3 จบ
อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง  อะหังวันทา อาจาริยัง  สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ
อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม  ทุติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา  อาจาริยัง สัพพะสัยยัง

วินาสสันติ สิทธิการิยะ  อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ตะติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา
อาจาริยัง สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ   อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

คาถาบูชาพระฤาษี
โอม…อิมัสมิง พระประโคนธัพ  พระมุนีเทวา หิตาตุมเห  ปะริภุญชันตุ 
ทุติยัมปิ…อิมัสมิง  พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ  
ตะติยัมปิ…อิมัสมิง   พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ 

คาถาบูชาพระฤาษี 108 (รวม)
โอม สรเวโภย ฤ ษิโภย นะมัห 

บทอธิฐานขอพรพระฤาษี (ใช้ได้กับทุกๆ พระองค์)
โอม ตวะเมวะมาตา จะบิตา ตวะเมวะ 
ตวะเมวะพันธุศจะ สะขา ตวะเมวะ 
ตวะเมวะวิทะยา ทรวิณัม ตวะเมวะ 
ตวะเมวะสรวัม มะมะ เทวะ เทวะ

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.