อ้างอิง


อ้างอิง
พงษ์ ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบท ดนตรีไทย. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
อุทิศ นาคสวัสดิ์. (2546). ทฤษฎีและหลักปฏิบัติดนตรีไทย และพจนานุกรม ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
อัษฎาวุธ สาคริก. (2550). เครื่อง ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานอุทยานการเรียนรู้.
ประดิษฐ์ อินทนิล. (2536). ดน…ตรีไทยและนาฎศิลป์.  กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสร์น.

บุคลิกภาพและจรรยาบรรณ ของนักดนตรี


บุคลิกภาพและจรรยาบรรณ ของนักดนตรี
ไม่ว่าการศึกษาวิชาการดนตรีนั้นจะเป็นไปเพื่อประกอบอาชีพ เพื่อประดับความรู้หรือเพื่อการอื่น ๆ เมื่อผู้ศึกษาเล่นดนตรีได้ ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นนักดนตรีคนหนึ่ง ความเก่งกาจสามารถมากหรือน้อยเป็นเรื่องที่จะต้องฝึกฝนกันเอาเอ งต่อไป

ความสำเร็จของการเป็นนักดนตรีที่ ดีนั้น มิใช่เพียงขึ้นอยู่กับว่ามีฝีมือดีเท่านั้นหากแต่ยังต้องมีส่วน อื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของโลกทัศน์หรือทัศนคติที่มีต่อสิ่งต่า ง ๆ รอบตัว

การดนตรีก็เปรียบได้กับศาสตร์อื่น ๆ ทั่วไป คือมีทั้งผู้ที่เก่งกาจ และผู้ที่อยู่ในระหว่างการฝึกฝนเพื่อที่จะได้เป็นคนเล่นดนตรีที ่เก่งต่อไป ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงไม่น้อยไปกว่าทฤษฎีดนตรีก็คือ การหมั่นฝึกฝนและสำรวจตัวเองในเรื่องของโลกทัศน์ที่มีต่อดนตรี และเรื่องทั่ว ๆ ไป คุณสมบัติของนักดนตรีที่ดี

1. การขยันขันแข็งในการฝึกซ้อม จะช่วยให้มีความคล่องตัวช่วยเพิ่มพูนฝีมือ เพิ่มพูนความเข้าใจ เพิ่มพูนความเร็ว การขยันฝึกซ้อมนั้นจะต้องทำให้เป็นนิสัยแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนัก ดนตรีที่เก่งแล้ว มีฝีมือเป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไปแล้ว ก็ยังต้องหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ

2. หมั่นศึกษาหาความรู้ทางดนตรีเพิ่ม เติมอยู่เสมอ จากครูอาจารย์ เพื่อนร่วมงาน จากตำรับตำรา จากการฟัง ฯลฯ วิทยาการและเทคโนโลยีนั้นก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา หากไม่หมั่นศึกษาจะกลายเป็นคนล้าหลัง และตามเพื่อนพ้องไม่ทัน

3. มีความละเอียดละออในการฟัง การอ่าน การเขียน และ การเล่น อย่าปล่อยให้รายละเอียดที่ไพเราะน่าสนใจ หรือกลเม็ดต่าง ๆ ผ่านไป โดยมิได้กระทบโสตประสาทของเรา

4. หมั่นดูแลรักษาเครื่องมือที่ใช้ประกอบอาชีพ หรือเล่นเป็นประจำ ให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ เสียงทุกเสียงต้องไม่เพี้ยน สภาพของเครื่องดนตรีต้องใช้การได้ดีตลอดเวลา

5. ลดอัตราในตัวเองให้มากที่สุด จงเป็นคนถ่อมตัว อย่าถือเอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ อย่าคิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายถูกตลอดกาล การคิดเช่นนั้น จะทำให้เราไม่ได้อะไรใหม่ ๆ และกลายเป็นคนโง่ที่คิดว่าตัวเองฉลาด

ดนตรีนั้น เป็นศิลปะอิสระที่ไร้ขอบเขต ความไพเราะมิได้อยู่ที่เล่นได้ถูกต้องตามต้นกำเนิดเดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่ผู้เล่นสามารถสื่อถึงผู้ฟังได้ดีเพียงไร การมีอัตรามากจะทำให้เราถูกขังอยู่แต่ในความคิดคำนึงของเราคนเด ียว ไม่อาจข้ามพ้นไปรับความเป็นอิสระในทางความคิดใหม่ ๆ ทั้งที่เราก็มีความสามารถในการสร้างสรรค์ได้ดีอีกคนหนึ่ง

6. อย่าตำหนิติเตียนผู้ที่มีฝีมือด้วยกว่า แนะนำสิ่งที่น่าสนใจแก่เขาตามกำลังความสามารถของเขาที่จะรับได้ จงให้กำลังใจเขาและส่งเสริมให้เขามีฝีมือขึ้นมาเสมอเรา หรือก้าวไปไกลกว่าเรา ความเจริญและความดีงามของสังคมขึ้นอยู่กับบุคคลที่มีคุณภาพเป็น จำนวนมาก

7. เป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าในหมู่เพื่อนร่วมงานหรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในธุรกิจการดนตรี รับฟังและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น อย่าเป็นตัวสร้างปัญหาในกลุ่มคนที่ร่วมงานกับเรา จะทำให้เราเป็นบุคคลที่น่าเบื่อหน่าย

8. เป็นผู้ที่ตรงต่อเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนัดฝึกซ้อมหรือในการแสดงจริง ต้องตรงต่อเวลาจริง ๆ ทั้งยังต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับอุปสรรคในการเดินทางด้วย งานทุกงานควรเริ่มต้นและจบลงตามกำหนดการ ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่ฟังได้และอภัยให้ได้สำหรับความผิดพลาดเรื่องเวลา

9. เมื่อมีโอกาสถ่ายทอดความรู้สึกผู้อื่น จงกระทำในลักษณะแนะนำ แจกแจงชี้ให้เห็น จงคำนึงถึงความยอมรับในตัวเราจากผู้เรียนให้มากที่สุด และถ่ายทอดความรู้ที่มีโดยไม่ปิดบังอำพราง ผู้รับจะรับความรู้ที่เราถ่ายทอดให้ได้ตามความสามารถในการเรียน รู้ของเขาการถ่ายทอดความรู้โดยไม่ปิดบังจะก่อให้เกิดลักษณะที่เ รียกว่าการต่อยอดทางการเรียน ศิษย์ที่รับความรู้ได้เร็วจะนำความรู้ที่ได้ไปฝึกฝนหรือค้นคว้า ต่อออกไปอีก ทำให้ความรู้ความสามารถแตกสาขาออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด

10. จงเคารพในสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น อย่าถือวิสาสะหยิบหรือเคลื่อนย้ายเครื่องมือของผู้อื่น โดยเจ้าของมิได้อนุญาติเสียก่อน

11. นักดนตรีต้องรู้หน้าที่ของตนเอง เมื่อแสดงดนตรีอยู่ บนเวทีต้องรู้จักรับผิดชอบในการเล่นเครื่องม ือของตนเองให้ดีที่สุด ปฏิบัติตามคำสั่งในโน้ตของตนเองอย่างดีที่สุดไม่ควรก้าวก่ายไปเ ล่นโน้ตของเครื่องมือที่มีผู้เล่นอยู่แล้ว จะทำให้เกิดความสับสนในวงดนตรีและเกิดเสียงผิดเพี้ยนเนื่องจากก ารเล่นผิดเล่นถูกซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการแสดงดนตรีเลยแม้แต่น้อย

12. จงเป็นผู้มองโลกในแง่ดีเสมอให้อภัยคน อย่าเป็นคนโกรธง่าย อย่าใช้ยาเสพติดช่วยสร่างอารมณ์ในการเล่นดนตรี นักดนตรีควรมีอารมณ์สุนทรีย์โดยธรรมชาติ มองโลกในแง่ดี มองโลกให้กว้างเพื่อความมีสุขภาพจิตที่ดีในชีวิต

13. อย่าเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทั้งฝีมือและพฤติกรรม คนแต่ละคนมีจริต และสิ่งเอื้ออำนวยที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่จะเปรียบเทียบกันได้ ความกระตือรือร้นและทะเยอทะยานที่จะมีฝีมือและความรู้ที่มากขึ้ น ควรขึ้นอยู่กับความท้าทายจากสิ่งที่เราเรียนรู้มิควรให้เกิดจาก ความคิดที่จะเอาชนะผู้อื่น เราจะไม่มีวันชนะใครตราบเท่าที่เราอยากเอาชนะ

ความเป็นนักดนตรี สิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำคือการเล่นดนตรีเพื่อสื่อถึงผู้ฟัง นั่นเท่ากับว่าตลอดเวลาเราทำงานเพื่อผู้อื่นอยู่แล้ว ดังนั้นจิตสำนึกของนักดนตรีจึง ต้องคำนึงถึงผู้อื่นก่อนตนเอง จงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ผู้อื่นได้รับความสุขอย่างเต็มที่ จะต้องคิดเสมอว่าสิ่งที่ออกไปจากเรา ผู้อื่นเขารับแล้วพอใจไหม ยินดีหรือไม่ การคิดคำนึงอย่างนี้จะนำให้เรากระทำแต่สิ่งที่ดีอยู่ตลอดเวลา

พิธีสมโภชลูกหลวง


พิธีสมโภชลูกหลวง

               พิธีสมโภชลูกหลวง เป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในราชสำนักสำหรับผู้เป็นลูกหลวง คือ พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยมีการนำเอาดนตรีไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

               จากหนังสือ  คำให้การชาวกรุงเก่า ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2468 ในหนังสือนั้นว่าเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีการสมโภชลูกหลวง คือพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ละ 10 ครั้ง

               ครั้งที่ 1 สมโภชเมื่อประสูติได้ 3 วัน เนื่องจากในอดีตมีความเชื่อกันว่าทารกที่คลอดมักตายใน 3 วัน จนมีภาษิตว่า สามวันลูกผี สี่วันลูกคน จึงเป็นเรื่องที่กลัวกันมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นลูกหลานของบุคคลชั้นสูง เมื่อทารกรอดมาได้พ้น 3 วัน ก็พ้นเขตเป็นลูกผี จึงทำขวัญแต่ทำกันภายในครัวเรือน

               ครั้งที่ 2 สมโภชเมื่อพระชันษาได้ 1 เดือน คือ พิธีขึ้นพระอู่ เป็นพิธีที่มักจะทำกันใหญ่โต เพราะมั่นใจว่า ทารกนั้นจะรอดอยู่ได้จนโต จึงตั้งต้นเลี้ยงอย่างสามัญ เช่น เอาขึ้นนอนเปล

               ครั้งที่ 3 สมโภชเมื่อแรกพระทนต์ขึ้น

               ครั้งที่ 4 สมโภชเมื่อแรกพระดำเนินได้ คือ ชันษาราว 1 ขวบ

               ครั้งที่ 5 สมโภชเมื่อลงสรงท่าน้ำ หรือพิธีลงท่า สันนิษฐานว่า เนื่องจากหัดว่ายน้ำ

               ครั้งที่ 6 สมโภชเมื่อโสกันต์ โดยปกติพระองค์ชายโสกันต์เมื่อพระชันษา 13 ปี พระองค์หญิงโสกันต์เมื่อพระชันษา 11 ปี ซึ่งแสดงว่า ได้เจริญวัยเปลี่ยนสภาพจากเด็กมาเป็นหนุ่มสาว

               ครั้งที 7 สมโภชเมื่อทรงผนวช พระองค์ชายทรงผนวชสามเณรเมื่อพระชันษาได้ 14 ปี พระองค์หญิงผนวชเป็นรูปชี เมื่อชันษาได้ 12 ปี เท่ากับไปศึกษาต่อที่วัด

               ครั้งที่ 8 พิธีอภิเษกสมรส ระหว่างพระชันษา 16-19 ปี

               ครั้งที่ 9 สมโภชเมื่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ คือ  ละเพศคฤหัสถ์ ออกบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ช่วยอุปถัมภ์พระศาสนา

               ครั้งที่ 10 สมโภชเบญจเพส เมื่อพระชันษาได้ 25 ปี เท่ากับทำพิธีสะเดาะเคราะห์

               พิธีสมโภชที่กล่าวมานี้ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในภายในราชสำนัก ยิ่งเป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีไทย ย่อมมีค่าควรแก่การศึกษา การสมโภชเมื่อพระชันษาได้ 1 เดือน มีพิธีการที่สำคัญคือ พิธีขึ้นพระอู่ หรือเรียกอย่างสามัญชนว่า เอาขึ้นนอนเปล ซึ่งจะมีการ เห่ช้าลูกหลวง หรือช้ากล่อมลูกหลวงอยู่ด้วย การเห่ช้าลูกหลวง เป็นประเพณีมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นพิธีพราหมณ์เรียกว่า พิธีสมโภชเจ้าฟ้าขึ้นพระอู่ สำหรับพิธีโดยย่อคือ เมื่อเตรียมเสาพระอู่ทอง พระอู่ทองสายแขวนสายชัก และเครื่องบายศรีนมัสการเรียบร้อยแล้ว พอได้ฤกษ์ดี เจ้าพนักงานเอาพระอู่มาแขวนที่เสา พราหมณ์จะอ่านพระเวทพระมนต์ เชิญองค์พระราชกุมารขึ้นพระอู่ ตัวพระครูพราหมณ์เองไกวพระอู่ แล้วเห่กล่อมด้วยมนต์ภาษาสันสกฤต 3 ครั้ง พวกขับไม้กล่อมด้วยการเห่ทำนองช้าลูกหลวง ดังนี้

สวมชีพบังคมบาท                              พระเยาวราชธิเบนทร์สูร

ภุชพงศ์วงศ์ประยูร                              อิศรราชเรืองเดชา

พระยอดเยาวยุพิน                              หน่อภูมินทร์แม้นอมรา

เชิญเสด็จขึ้นไสยา                              บรรทมสุขสราญรมย์

               การขับไม้เห่กล่อมพระบรรทมนี้ ใช้วง “ขับไม้” ซึ่งประกอบด้วย ซอสามสายคันหนึ่ง บัณเฑาะว์คู่หนึ่ง และมีคนขับคนหนึ่ง ผู้ไกวบัณเฑาะว์จะไกวไปเรื่อยๆ ผู้ขับร้องจะขับประสานเสียงคลอไปกับซอสามสายที่ไพเราะจับใจ ตามทำนองขับกล่อม 4 ทำนอง เริ่มด้วยทำนองเห่ช้าลูกหลวง ตามด้วยเห่ทำนองสรภัญญะใหญ่ ทำนองเพลงพัดชา และทำนองเพลงนกจาก ดังนี้

เห่ทำนองสรภัญญะใหญ่

เห่เอยเห่กล่อม                                      พระทูลกระหม่อมจะบรรทม

ข้าบาทขอบังคม                                   ขับประสมดนตรี

ฟังเสนาะเพราะสำเนียง                         ประสานเสียงดีดสี

ขับไม้มโหรี                                          รายรอบพระกรงทอง

ฝ่ายพี่เลี้ยงจะชักช้า                              นางกัลยาจะกล่อมสนอง

ถนอมในพระกรงทอง                           ให้พระบรรทมให้สำราญ

สาลิกาในกรงทอง                                 ก็ส่งซ้องเสรียงหวาน

แขกเต้าเล่าประสาน                              ก็ขับขานกับโนรี

เห่ทำนองพัดชา

เบญจวรรณรำพันรอด                            ส่งเสียงสอดกับปักษี

ถวายเสียงสกุณี                                     ระเรื่อยรี่ดังเรไร

เห่ทำนองนกจาก

ให้เพลิดเพลินเจริญรส                           หายระทดพระหฤทัย

ดังดนตรีปี่ไฉน                                        มากล่อมให้บรรทมเอย

เทพแห่งดุริยางค์ดนตรี


เทพแห่งดุริยางค์ดนตรี

ในวงการดนตรีไทยนั้น ถ้าหากผู้ใดจะเริ่มเรียนย่อมจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสำคัญที่จะต้องทราบและให้ความสำคัญในเรื่องของการไหว้ครู ดังนั้นการไหว้ครูจึงเป็นการไหว้เทพแห่งดุริยางค์ ในบทโองการพิธีไหว้ครู ที่ท่านผู้เป็นประธานกล่าวนำในพิธีนั้น ปรากฏชื่อเทพเจ้าอยู่ 3 องค์ คือ

1 พระวิศวกรรม หรือพระวิษณุกรรม

2 พระปรคนธรรพ หรือ พระประโคนธรรพ

3 พระปัญจสีขร

พระวิศวกรรม                       พระปรคนธรรพ                      พระปัญจสีขร

พระวิศวกรรม หรือ พระวิษณุกรรมนั้น ในโองการกล่าวไว้ว่า “พระวิษณุกรรมผู้เรืองฤทธิ์ ท่านประสิทธิ์สาปสรรค์ เครื่องเล่นสิ่งสารพันในใต้หล้า” ซึ่งทำให้เข้าใจว่า พระวิศวกรรม ท่านเป็นนายช่าง เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปะการช่าง การสร้างสรรค์เครื่องดนตรีอันไพเราะได้นั้น ย่อมเกิดจากอำนาจแห่งพระวิศวกรรมเป็นผู้บันดาลให้ถูกต้องตามลักษณะแห่งเครื่องดนตรี

พระปรคนธรรพ หรือ พระประโคนธรรพ นามจริงของท่าน คือ  พระนารทมุนี เป็นพรหมฤาษี เป็นประชาบดีตนหนึ่งในทศฤาษี หรือมหาฤาษีทั้ง 10 ท่าน เป็นผู้ชำนาญในการขับร้องและ ดุริยางค์ดนตรี เป็นผู้ที่คิดทำพิณขึ้นเป็นอันแรก จึงได้นามว่าปรคนธรรพ ซึ่งแปลว่ายอดของคนธรรพ ดังนั้นพระนารทมุนี จึงนับเป็นเทพแห่งดุริยางค์ดนตรีองค์หนึ่ง มีนามว่า พระปรคนธรรพ

ประปัญจสีขร เป็นเทพบุตรในชั้นจาตุมหาราชชื่อว่า สิขคนธรรพเทพบุตร มี 5 ยอด ร่างกายเป็นสีทอง มีกุณฑลอาภรณ์ประกอบด้วยนิลรัตน์ และทรงภูษาสีแดง มีความสามารถเชิงดีดพิณ และขับลำนำ “พิณของพระปัญจสีขรนี้ มีสีพรรณเหลื่อมเหลือง ดุจผลมะตูมสุก สะอาด ตะพองพิฯนั้นแล้วด้วยทองธรรมดา คันนั้นแล้วด้วยแก้วอินทนิลมณี มีสาย 50 สาย แล้วด้วยเงินงาม เวทกะ(ลูกบิด) ที่สอดสายเสียบอยู่ปลายคันนั้นแล้วด้วยพระกาฬ”

ดังนั้นจึงนับได้ว่าเทพเจ้าทั้ง 3 องค์เป็นเทพแห่งดุริยางค์ดนตรี


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ (นารทฤาษี)


พระปรคนธรรพ (นารที)


พระปรคนธรรพ (พระกะปิพักตรหน้าลิง)


พระปรคนธรรพ (พระนารท)
นุ่งหนังหมี ห่มหนังเสือ


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ


พระปรคนธรรพ (พระนารที)


พระปรคนธรรพ (หน้าลิง)


พระปรคนธรรพ (หน้านก)

พระปรคนธรรพ


ในวงการดนตรีไทย มีสิ่งหนึ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนาน ก็คือ การไหว้ โดยส่วนใหญ่ หรือแทบจะทุกคนก่อนจะเริ่มเล่นเครื่องดนตรีก็จะต้องยกมือไหว้ และเมื่อเลิกเล่นก็จะยกมือไหว้อีก บางคนก็จะกราบลงกับเครื่องดนตรี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักดนตรีไทยทุกคนถือว่า เครื่องดนตรีไทยทุกชนิดจะมีครูบาอาจารย์สิงสถิตอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้นักดนตรีไทยก็ยังมีความเชื่ออีกว่าเครื่องดนตรีไทยถูก สร้างขึ้นมาจากเทพยดา หรือจะบอกอีกแบบหนึ่งว่า ศาสตร์ของดนตรีไทยถูกสร้างขึ้นมาจาก ดุริยะเทพ ก่อนที่จะมาเผยแพร่ให้แก่มนุษย์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการแสดงถึงศรัทธาของนักดนตรีไทยที่มีต่อบรมครูที่เป็นเทพ ซึ่งก็มีอยู่หลายองค์ แต่ละองค์ก็จะเป็นเทพแห่งศาสตร์ในแขนงต่างๆ เช่น พระปรคนธรรพ ก็จะเป็นที่นับถือกันมากในหมู่ของนักปี่พาทย์ หรือนักดนตรีใน วงปี่พาทย์ นั่นเอง เพราะว่านักดนตรีปี่พาทย์จะทราบกันดีว่า พระปรคนธรรพ ก็คือ ครูตะโพน และตะโพนทุกๆ ใบก็คือตัวแทนของพระปรคนธรรพ

ด้วยเหตุนี้เองนักดนตรีปี่พาทย์ส่วนใหญ่จะไม่รับประทาน หรือบริโภคเนื้อวัว เพราะว่าตะโพนที่พวกเรากราบไหว้ และนับถือ เป็นพระปรคนธรรพ ทำด้วยหนังวัว จึงไม่สามารถไหว้หนังแล้วกินเนื้อ และถ้าท่านผู้อ่านเริ่มที่จะศรัทธาต่อพระปรคนธรรพ หรือเทพองค์อื่นก็ควรจะหยุดบริโภคเนื้อวัว และอีกอย่างหนึ่งการไม่บริโภคเนื้อวัวก็จะทำให้เราได้กุศล และมีชีวิตที่ดีขึ้น

พระปรคนธรรพ มีกำเนิดมาจากหน้าผากของ พระพรหม (ผู้สร้างโลก) โดยพระพรหมสร้างพระปรคนธรรพให้จุติเป็น คนธรรพ ซึ่งก็คือเทวดาที่เป็นนักดนตรีอยู่บนสรวงสวรรค์ และต่อมาได้กลายมาเป็น เทวะฤๅษี มีนามว่า พระนารทมุนี หรือกล่าวโดยง่ายว่า พระนารทมุนี คือเทวดาที่บำเพ็ญตนเป็นฤๅษี (ไม่ใช่มนุษย์ที่เป็นฤๅษี เหมือนกับที่เราเห็นในรายการทีวี) จึงทำให้เหล่าคนธรรพบนสวรรค์จะให้ความเคารพ และยำเกรงต่อพระนารทมุนี หรือพระปรคนธรรพเป็นอย่างมาก ผมจะขอย้อนไปในเรื่อง ตำนานเพลงสาธุการ สักนิดหนึ่ง คือเมื่อครั้ง พระพุทธเจ้า ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการซ่อนตนไปอยู่บนพระเกศาของ พระอิศวร เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ได้ประลองฤทธิ์กัน และสุดท้ายพระพุทธเจ้าไม่ยอมเสด็จลงมาจากพระเกศาของพระอิศวร จนกว่าพระอิศวรจะให้เหล่าเทวดา หรือคนธรรพบรรเลง เพลงสาธุการ จึงจะยอมเสด็จลงมา และพระอิศวรจึงรับสั่งให้เหล่าคนธรรพบรรเลงเพลงสาธุการเพื่อเป็นการอัญเชิญ พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากพระเกศา ซึ่งในคราวนั้นเหล่าเทวดา คนธรรพทั้งมวลก็เริ่มจะบรรเลงเพลงสาธุการ แต่เมื่อเหล่าคนธรรพทั้งมวล ซึ่งให้ความนับถือ และยำเกรงต่อพระนารทมุนี หรือพระปรคนธรรพจึงได้ให้ท่านผู้เป็นใหญ่ในคนธรรพ ขึ้นเพลงสาธุการด้วยตะโพนก่อนผู้อื่น และจากครั้งนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าบรรเลงเพลงสาธุการก็จะต้องให้ตะโพนขึ้นนำมาก่อนทุกครั้ง และด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักดนตรีปี่พาทย์ให้ความเคารพต่อตะโพน เปรียบเป็นพระปรคนธรรพ

พระปรคนธรรพ นอกจากในวงการของนักดนตรีปี่พาทย์แล้ว ในสายของ โขน ละคร จะมีศีรษะเป็นเหมือนกับหัวโขนซึ่งจะมีลักษณะเป็นหน้ามนุษย์มีสีเขียวแก่ทั้ง ใบหน้า และมีชฎาดอกลำโพงอยู่บนศีรษะ ซึ่งก็จะมีเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่เป็นประจำว่าพระปรคนธรรพจะต้องเป็นสีขาว เพราะเนื่องจากว่าครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงเครื่องนุ่งขาวห่มขาวเป็นลักษณะของฤๅษี และถือไม้เท้ายาวข้างขวา ซึ่งนักดนตรีไทยส่วนใหญ่ก็จะมีบูชาที่บ้านในลักษณะของรูปภาพ ซึ่งหลายคนให้ความเคารพว่าเป็นพระปรคนธรรพในร่างของรัชกาลที่ 6 จึงทำให้ผู้ที่มีความนับถือรูปภาพนั้น ก็จะบอกว่าพระปรคนธรรพเป็นสีขาว แต่ก็จะมีอีกหลายคนบอกว่าภาพของรัชกาลที่ 6 นั้น ท่านทรงเครื่องแต่งเป็น พระปัญจสีขร และนุ่งขาวห่มขาวเหมือนกับศีรษะโขนที่เป็นสีขาว จึงทำให้เป็นที่ขัดแย้งกันอยู่พอสมควร แต่ผมลองพิจารณาด้วยตัวเองก็เห็นว่าภาพนั้น รัชกาลที่ 6 ท่านทรงเครื่องเป็นลักษณะของฤๅษี เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะเป็นพระปรคนธรรพมากกว่าพระปัญจสีขรที่ไม่ได้เป็น ฤๅษี แต่อย่างไรก็ดี ความคิดของผมก็มิได้ถือเป็นมติเอกฉันท์ ใครจะนับถือเป็นอย่างไรก็สุดแท้ แล้วแต่จะว่ากันไป เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์

การจัดตั้งหิ้งบูชาพ่อแก่


การจัดตั้งหิ้งบูชา

การ จัดตั้งหิ้งบูชา.จะต้องหันหน้าไปทางทิศ
๑.เหนือ
๒.ตะวันออกเฉียงเหนือ
๓.ตะวันออก เท่านั้น

ที่เหลืออีก 5 ทิศเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคล ควรไว้รองจากพระพุทธรูป การจัดตั้งเครื่องสังเวยหน้าหิ้งบูชาควรจัดข้าวน้ำ ผลไม้ให้ครบองค์กร กล้วยสุก มะพร้าวอ่อน ขนุน ขนมถ้วยฟู ต้มแดง ต้มขาว คันหลาว หูช้าง ขนมถั่ว-ขนมงา เครื่องกระยาบวช ทั้ง ๕ คือ
๑.กล้วยบวชชี
๒.ฟักทองแกงบวช
๓.เผืกแกงบวช
๔.มันแกงบวช
๕.ขนมบัวลอย

จะทำรวมกันเป็นที่เดียวก็ได้ ถ้าหากมีทุเรียน ทับทิม ฟักเงิน(ฟักทอง) แตงไทย แตงกวา แตงโม สัปปะรด จะเป็นมงคลยิ่ง โดยเฉพาะกล้วยควรใข้กล้วยน้ำไทย หาไม่ได้ก็ไช้ กล้วยน้ำว้า

พิธีเช่นนี้ จะขาดไม่ได้คือ บายสีปากชาม ถ้าหากว่าจะทำได้มากกว่านี้ ก็ยิ่งเพิ่มบารมีมากขึ้นอีก เช่น บายสีพรหม บายสีเทพ บายสีตอ เป็นต้นการจัดตั้งหิ้งถ้าหากเจตนาอัญเชิญเทพไม่ควรจะมีของคาว ควรจะจัดเพิ่มให้มีนม เนย เผือก มัน ทั้งดิบ และสุก ถั่วงา ทั้งสุกและดิบ ให้ครบ

ทุกๆพิธี จะต้องมี น้ำร้อน น้ำชา หมากพลู บุหรี่ น้ำเปล่า ตั้งเอาไว้ประจำไม่ต้องลา ทั้งกล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อน ปูอาสนะด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์เครื่องใช้ทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นอะไรทุกอย่างจะต้องเป็นของใหม่ๆ ทุกอย่าง

ผลไม้ที่เป็นมงคล
๑.ขนุน
๒.ทุเรียน
๓.กล้วยหอม
๔.ทับทิม
๕.ลูกอินทร์
๖.ลูกจันทร์
๗.องุ่น
๘.แตงไทย
๙.มะม่วง
๑๐.ลูกเกตุ
๑๑.ลูกตาล
๑๒.ลูกอินทผลัม
๑๓.แอปเปิ้ล
๑๔.ลิ้นจี่
๑๕.ลำใย
๑๖.สัปปะรด

ผลไม้ที่ห้ามขึ้นหิ้งบูชา
๑.ละมุด
๒.มังคุด
๓.พุทรา
๔.น้อยหน่า
๕.น้อยโหน่ง
๖.มะเฟื่อง
๗.มะไฟ
๘.มะตูม
๙.มะขวิด
๑๐.กระท้อน
๑๑.ลูกพลับ
๑๒.ลูกท้อ
๑๓.ระกำ
๑๔.ลูกจาก
๑๕.รางสาด

คาถาบูชาพ่อแก่


คาถาบูชาพ่อแก่
นะโม 3 จบ
อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง  อะหังวันทา อาจาริยัง  สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ
อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม  ทุติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา  อาจาริยัง สัพพะสัยยัง

วินาสสันติ สิทธิการิยะ  อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ตะติยัมปิ อิมัง  อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา
อาจาริยัง สัพพะสัยยัง  วินาสสันติ สิทธิการิยะ   อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

คาถาบูชาพระฤาษี
โอม…อิมัสมิง พระประโคนธัพ  พระมุนีเทวา หิตาตุมเห  ปะริภุญชันตุ 
ทุติยัมปิ…อิมัสมิง  พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ  
ตะติยัมปิ…อิมัสมิง   พระประโคนธัพ พระมุนีเทวา  หิตาตุมเห ปะริภุญชันตุ 

คาถาบูชาพระฤาษี 108 (รวม)
โอม สรเวโภย ฤ ษิโภย นะมัห 

บทอธิฐานขอพรพระฤาษี (ใช้ได้กับทุกๆ พระองค์)
โอม ตวะเมวะมาตา จะบิตา ตวะเมวะ 
ตวะเมวะพันธุศจะ สะขา ตวะเมวะ 
ตวะเมวะวิทะยา ทรวิณัม ตวะเมวะ 
ตวะเมวะสรวัม มะมะ เทวะ เทวะ

ตำนานพ่อแก่


 

ตำนานของพ่อแก่

พ่อแก่ หรือพระฤาษี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในแวดวงศิลปะแขนงต่างๆ ล้วนนิยมเคารพนับถือบูชา เนื่องด้วยเกิดจากความเชื่อที่ว่า ในอดีต พ่อแก่หรือพระฤาษีได้เป็นผู้นำเอาศิลปะ แขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง หรือแม้แต่การร่ายรำ นาฏศิลป์ต่างๆ มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์ได้รับรู้ความงาม ความอ่อนช้อยของศิลปะ รู้จักความอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักเมตตา และ

การให้อภัย ก่อให้เกิดความสุขแก่มวลมนุษยชาติ ดังนั้นศิลปิน หรือผู้เกี่ยวข้องในศิลปะทุกแขนง ในประเทศไทยจึงได้เคารพบูชาพ่อแก่ หรือครูฤาษีว่าเปรียบดังบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง เมื่อได้บูชาแล้วจะก่อให้เกิดศิริมงคล มีความเจริญก้าวหน้าในด้านการงาน มีเสน่ห์ เมตตามหานิยมในตัว

 ความเป็นมาของพ่อแก่

พ่อแก่, พระฤาษี หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า ครูฤาษี ถือเป็นบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระฤาษีมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 108 องค์ ปางเสมอเถรถือว่าเป็นปางที่มีฤทธิ์มากที่สุดในบรรดาทั้ง 108 องค์ คำว่า ฤาษี มาจากคำว่า ฤาษิ แปลว่า ผู้เห็นด้วยความรู้พิเศษอันเกิดจากฌาน ซึ่งสามารถแลเห็นอดีตปัจจุบัน และอนาคตได้ บางครั้งก็เรียกพ่อแก่หรือฤาษีว่า

“ตฺริกาลชฺญ” แปลว่า ผู้รู้กาลทั้งสาม นอกจากนี้พระฤาษียังถือว่าเป็นผู้ประทานสรรพวิชาความรู้ ทั้งมวลแก่มนุษยชาติ เนื่องด้วยตำราทางโหราศาสตร์ และตำราทางเทววิทยา กล่าวไว้สอดคล้องกันว่า พระพฤหัสบดีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวล

เนื่องด้วยพระอิศวรมหาเทพ ร่ายพระเวทให้ฤาษี 19 ตน ป่นเป็นธุลี แล้วห่อด้วยผ้าสีแก้วไพฑูรย์ ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวราช มีสีกายดั่งแก้วไพฑูรย์ มีวิมานบุษราคัม ทรงกวางทองเป็นพาหนะ รักษาเขาพระสุเมรุด้านทิศตะวันตก มีร่างกายแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีจึงมีปัญญาบริสุทธิ์ เฉลียวฉลาด พูดจาไพเราะเสนาะหู เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวลรวมถึงเป็นอาจารย์ของเหล่าเทพเทวดา จึงให้ถือว่าวันพฤหัสบดีอันแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีเป็นวันครูจึงมีการไหว้ ครูกัน

พัฒนาการของดนตรีไทย


เราสามารถแบ่งยุคสมัยของดนตรีไทยออกเป็น ๔ ยุคสมัยด้วยกัน ได้แก่  

๑. สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

๒. สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

๓. สมัยกรุงศรีอยุธยา

๔. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  จากประวัติศาสตร์และพงศาวดารที่อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้กล่าวว่าไทยเราในสมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น ปรากฏหลักฐานว่ามีเครื่องดนตรี เช่น กลอง  ฆ้อง   กรับ  เจแวง  ปี่พาทย์  พิณเพี้ยะ และเพลงกลอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยเรานั้นมีความเจริญก้าวหน้าทางการดนตรีมาแต่เก่าก่อน

                แสดงว่าประวัติศาสตร์และพงศาวดารก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นมาและความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนที่เข้าสู่ยุคสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่เริ่มเป็นประเทศขึ้นคือ กรุงสุโขทัย ดนตรีไทยและเพลงในสมัยโบราณหรือสมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนี้ สันนิษฐานกันว่าหลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกได้ก็คือ “เครื่องดนตรี” และเครื่องดนตรีที่มีความเก่าแก่มากและเชื่อว่าเป็นเครื่องดนตรีไทยโบราณของไทยก็คือ “แคน”

แคน  หลักฐานที่ยืนยันว่า แคนคือเครื่องดนตรีของไทยโบราณนั้นพบได้จากบันทึกของจีน คือ

                ที่เมือง Changsha แคว้นยูนนาน เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง เขาได้พบศพ ๒ ศพ ที่เกรียวกราวมากคือเป็นศพที่มีอายุตั้ง ๒,๐๐๐ ปี แล้วร่างกายอยู่อย่างเก่าเอาอะไรกดเข้าไปก็ไม่เป็นอะไร แล้วก็เครื่องแต่งกายที่วิจิตรพิสดารมาก รัฐบาลของเขาให้ชื่อศพนี้ว่า “The Duke of Tai and his Consart” ในข้าง ๆ ศพ ปรากฏสิ่งของอยู่ ๒ อย่างคือ เครื่องใช้ประจำวันเป็นเครื่องเขิน เครื่องเขินที่คล้าย ๆ กับเชียวใหม่เรานี้ แล้วก็เป็นจำนวนนับร้อย แล้วอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ตรงกับของเราที่เรียกว่าแคน

                จากบันทึกของจีนที่บันทึกว่าจีนมีแคนใช้มาประมาณ ๓,๐๐๐ ปี แต่จีนมีแคนใช้หลังไทย เพราะฉะนั้นแคนไทยต้องมีอายุมากกว่า ๓,๐๐๐ ปี ที่กล่าวว่าจีนมีแคนใช้หลังไทยเพราะถ้าใช้หลักการเปรียบเทียบรูปร่างเครื่องดนตรีประเภทเดียวกันและวัสดุที่ประกอบเครื่องดนตรีตามทฤษฎี Ethnomusicology แล้วจะเห็นว่า แคนจีน (Sheng) อ่านว่า เชิง…มีรูปร่างกระทัดรัดสวยงามกว่าแคนไทย ทั้งนี้เพราะมีแบบอย่างแคนไทย ซึ่งรูปร่างยาวเก้งก้าง และใช้วัสดุที่ทนทานไม่เท่ากับแคนจีน เป็นตัวอย่างหรือเป็นแม่แบบแสดงว่าจีนประดิษฐ์แคนขึ้นช้ากว่าไทย เห็นข้อบกพร่องของแคนไทยแล้วจีนจึงสร้างแคนของตนได้งามสมบูรณ์แบบกว่า

สำหรับเพลงไทยนั้นก็ได้มีการพยายามศึกษาหาหลักฐาน อย่างเช่น ปัญญา  รุ่งเรืองได้กล่าวว่า มีเพลงไทยโบราณยุคน่านเจ้า เพลงหนึ่งซึ่งอาจารย์ ดร.กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้มาจากออกซฟอร์ดว่าเป็นบทเพลงเกี่ยวกับการที่ไทยเราส่งทูตไปเจริญทางไมตรีกับจีน เพลงนั้นเรียกกันว่า “น่านเจ้าจิ้มก้อง” หรือทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน และหากจะมีข้อแย้งว่า เป็นเพลงที่มีลักษณะเป็นเพลงจีนมากกว่าเพลงไทยนั้น ปัญญา  รุ่งเรืองก็ได้ให้ข้ออธิบายไว้ว่า ตัวอย่างในเทปบันทึกเสียงนั้น บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีจีน คือ ปีปะ (Pi Pha) ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างคล้ายกระจับปี่ของไทย แต่กระทัดรัดกว่า ส่วนการบรรเลงใช้ดีดเหมือนกัน จึงทำให้สุ้มเสียงออกไปทางจีน ๆ ประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่งก็คือ สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศ  ภูมิประเทศ  พืชพรรณ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ สามารถบังคับลักษณะนิสัยและอารมณ์ของคน และแม้แต่สำเนียงภาษาให้เปลี่ยนไปได้ เช่น ภาษาถิ่นของไทยทางเหนือ และไทยทางใต้ต่างกันออกไปมากทั้ง ๆ ที่เป็นภาษาเดียวกัน ดังนั้นทำนองเพลงจึงผิดเพี้ยนจากสำเนียงไทยไปบ้าง แต่ยังมีบางตอนที่เห็นว่าเป็นไทยชัดเจนดังเช่นตอนท้าย ๆ ของเพลง

                จากความเชื่อที่ว่า เพลงน่านเจ้าจิ้มก้องอันเป็นเพลงของจีนนั้นน่าจะมีเค้ามาจากเพลงไทย ก็นับเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมาของเพลงไทย ซึ่งเชื่อกันว่าเพลงไทยก็ได้มีอิทธิพลในที่คนไทยเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรต่าง ๆ อีกมากมาย และหากมีการได้พบที่มาของเพลงดังที่อ้างแล้วข้างต้น ก็อาจจะเป็นข้อสันนิษฐานและให้ความเชื่อว่าเพลงไทยน่าจะมีความเป็นมาอย่างไรจากไหนบ้างยิ่ง ๆ ขึ้น ถือเป็นหลักฐานสำคัญต่อไป

                สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  นับเป็นสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะว่า “เรื่องราวของชนชาติไทยปรากฏมีหลักฐานเด่นชัดขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่าง ๆ ลงในหลักศิลา และจากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยนี้ทำให้ทราบถึงประวัติศาตร์สุโขทัยเป็นอย่างดี ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความเจริญทางด้านสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  การทหาร  ภาษา  ศิลปวัฒนธรรม ต่างก็รุ่งเรืองอย่างสมดุล ชาวเมืองมีเครื่องเล่นสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจ และมีอิสระเสรีที่จะแสดงออกในเรื่องราวของเพลงและดนตรี เพลงและเรื่องราวของดนตรีจึงปรากฏอยู่บนศิลาจารึก เพียงแต่คำสั้น ๆ ในจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า “เสียงพาทย์  เสียงพิณ  เสียงเอื้อน  เสียงขับ” ก็รู้สึกว่ามีความกว้างขวางมากมายอยู่ เสียงพาทย์ก็หมายถึงวงปี่พาทย์ เสียงพิณก็อาจจะได้แก่วงเครื่องสาย แต่ว่าเครื่องบรรเลงนั้นก็มีสิ่งใดบ้างก็ยากที่จะทราบได้ ทวีสิทธิ์  ไทรวิจิตร ได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยโดยสันนิษฐานว่ามี “กลองสองหน้า  แตรงอน (คล้ายเขาสัตว์ทำด้วยโลหะ)  แตรสังข์  ตะโพน  ฆ้อง  กลองทัด  ฉิ่ง  บัณเฑาะว์  กรับ  กังสดาล  มโหระทึก  ซอสามสาย  ระนาด  ปี่ไฉน

                จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าในสมัยสุโขทัยมีเครื่องดนตรีทั้ง ๔ ประเภท  คือ

                เครื่องดีด  -   กระจับปี่  พิณน้ำเต้า และพิณเพี้ยะ

                เครื่องสี     -  ซอสามสาย และซออื่น ๆ

                เครื่องตี     -  ประเภทโลหะ  -  มโหระทึก  ฆ้อง

                                       ประเภทไม้       -  กรับคู่  กรับพวง  กรับเสภา

                                       ประเภทหนัง    -  กลองทัด  กลองตะโพน  กลองตุ๊ก

                เครื่องเป่า  -  พิสเนญชัย  แตรงอน  แตรสังข์  ปี่ไฉน

                ส่วนเพลงที่บรรเลงในสมัยสุโขทัย ก็หาหลักฐานปรากฏได้ลำบากเต็มทีมีอยู่เพลงหนึ่งที่สงสัยกันว่าจะเป็นเพลงสมัยสุโขทัย เพลงนั้นเป็นเพลงพื้นเมืองที่เราเรียกว่าเทพทอง เทพทองเป็นการแสดงพื้นเมืองแบบเดียวกันกับเพลงฉ่อย แต่ว่าถ้อยคำที่เขาเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้หยาบโลนยิ่งกว่าการแสดงอะไรทั้งนั้น เพลงเทพทองนั้นในวงการดนตรีไทยคือ เป็นเพลงร้องที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุกว่า ๗๐๐ ปี เพลงเทพทองนี้เมื่อได้เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการมาเป็นเพลงละคร มีปี่พาทย์รับขึ้นได้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า เพลงสุโขทัย บางท่านก็เรียกเพลงสุโขทัย บางท่านก็เรียกว่าเพลงเทพทอง เพราะฉะนั้นจึงสงสัยว่าการเล่นเพลงพื้นเมืองเทพทองนี้อาจจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ว่าเวลานั้นคงจะแสดงกันเป็นเพลงพื้นเมืองเท่านั้น ยังไม่เป็นเพลงดนตรี คือยังไม่มีปี่พาทย์รับ

สำหรับการเกิดของเพลงไทยนั้น พูนพิศ  อมาตยกุล ได้ให้ความคิดเห็นว่า

                การเกิดของเพลงไทยประเภทต่าง ๆ นั้น อาจแบ่งออกได้ง่าย ๆ เป็น ๒ ทาง คือ เพลงร้องทางหนึ่ง กับเพลงบรรเลงอีกทางหนึ่ง ซึ่งในที่สุดทั้งสองทางนี้ก็จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องรับใช้สังคมร่วมกัน และเชื่อกันว่าเพลงร้องเกิดมาก่อนเพลงบรรเลง เพราว่าคนร้องพัฒนาการร้องได้สะดวก  ด้วยคิดเอง  ทำเอง  ฝึกเองได้ไม่ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือมีคนช่วย ผู้คิดแต่งเพลงร้องลำพังคนเดียวก็อาจจะแต่งเพลงได้อย่างสบาย

                จะเห็นได้ว่าดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนี้ เครื่องดนตรีไทยนั้นก็ครบอยู่ในประเภทเครื่องดนตรีทั้ง ๔ ประเภท คือ ดีด  สี  ตี  เป่า และเพลงพื้นบ้านในภาคกลาง ในปัจจุบันนี้ได้ทราบการมาจากเพลงเทพทองอันเป็นเพลงพื้นเมืองในสมัยสุโขทัยตามความเชื่อว่าเกิดมีขึ้นในสมัยนี้ ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นเพลงดนตรีเพราะยังไม่มีปี่พาทย์รับดังที่อาจารย์มนตรี  ตราโมท ได้กล่าวไว้

                เครื่องดนตรีในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี แม้จะมีเครื่องดนตรีเกิดครบ ๔ ประเภท ดังกล่าวแล้ว แต่ในสมัยต่อ ๆ มาก็ได้เกิดเครื่องดนตรีชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก

                สมัยกรุงศรีอยุธยา  การเปลี่ยนแปรศูนย์อำนาจของชาวไทยจากกรุงสุโขทัยมายังกรุงศรีอยุธยามิได้หมายถึงความผิดแผกแตกต่างกันในทุกๆ ด้านอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่กรุงสุโขทัยได้รับการถ่ายทอดอารยะธรรมอินเดียบางอย่างจากขอม กรุงศรีอยุธยาก็รับเอาสัญลักษณ์เกือบจะทุกอย่างตามแบบรัฐอินเดียโบราณ ผ่านทางบรรพบุรุษในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คือมอญและเขมร เข้ามาประสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมหลักของตนเช่นกัน และจากสามัญลักษณะแห่งการสืบสายทางวัฒนธรรมนี้เองเราอาจจะสรุปได้ ณ ที่นี้ว่าความเป็นสุโขทัยยังมีอยู่พร้อมมูลในกรุงศรีอยุธยา แต่ทว่ามีวิวัฒนาการในทางบวกมากยิ่งขึ้นตามผลแห่งความเจริญทางศิลปวิทยาของยุค

                ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ดนตรีไทยเจริญมาก ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก เครื่องดนตรีในสมัยนี้ก็ได้มาตั้งแต่สุโขทัย แต่ได้มีการปรับปรุงรูปร่างและการประสมวงดนตรี มีการคิดเครื่องดนตรีเพิ่ม เช่น จะเข้ ในสมัยอยุธยานี้มีเครื่องดนตรีครบทุกชนิด

                ด้วยความเจริญทางด้านดนตรีไทยในสมัยนี้ ทำให้ประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันอย่างมากมาย ประชาชนมีความสามารถทางการดนตรีและใฝ่ใจเล่นกันจนเกินขอบเขตแม้ในเขตพระราชฐาน จนกระทั่งในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑ – ๒๐๓๑) ต้องมีกฎมณเฑียรบาลกำหนดไว้ว่า

“…ห้ามร้องเพลงเรือ  เป่าขลุ่ย  เป่าปี่  สีซอ ดีดกระจับปี่  ดีดจะเข้  ตีโทนทับในเขตพระราชฐาน…”

นอกจากเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนี้คือ จะเข้ แล้วก็ยังมีระนาดซึ่งอาจารย์มนตรี  ตราโมท ได้แสดงความคิดเห็นว่า

                ตามประวัติศาสตร์เชื่อถือกันว่า สืบเนื่องมาจากอู่ทองและสืบเนื่องมาจากทวาราวดี ด้วยทวาราวดีนั้นนักประวัติศาสตร์ก็กล่าวว่าชาวเมืองพูดภาษามอญมีวัฒนธรรมอย่างมอญ โดยมากมอญนั้นเครื่องดนตรีเขามีระนาดอยู่ ไทยอาจจะได้ระนาดมาตั้งแต่สมัยอู่ทอง และมาอยู่ในอยุธยา ยังไม่ได้รวมกับสุโขทัยก็ได้ ครั้นเมื่อสุโขทัยมาขึ้นอยู่กับอยุธยา วงปี่พาทย์ก็ได้สัมพันธ์กัน เข้าใจว่าในตอนนี้เองที่ทำให้ปี่พาทย์สมัยอยุธยาเกิดมีระนาดขึ้นเป็นเครื่องห้าอย่างที่เราปฏิบัติกันอยู่ในสมัยนี้

                และสุจิตต์  วงษ์เทศ ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า ระนาดนั้นมีที่มาคือ

                ระนาดนั้น แต่เดิมคงมาจากกรับ ที่ให้เสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน เนื่องมาจากขนาดและน้ำหนัก ไม้ที่ถูกเหลามาต่างกัน จึงเกิดเป็นเสียงต่าง ๆ ขึ้นนั้นมีผู้เข้าใจว่าเป็นความพยายามของชาวบ้านที่ไม่มีเงินซื้อหาโลหะมาทำฆ้อง ได้คิดระนาดไม้ให้เกิดเสียงแทนฆ้อง แล้วโชคดีได้ทั้งเสียงดี แล้วยังสามารถใช้งานให้เกิดเสียงต่าง ๆ มากมายขึ้น ในที่สุดคนมีเงินที่เคยมีฆ้องก็ยอมรับระนาดของชาวบ้านไปผสมวงของตน

                พูนพิศ  อมาตยกุล ก็ได้กล่าวถึงระนาดเอกว่า

                ระนาดเอกจึงเริ่มมีบทบาทเข้ามาสู่วงปี่พาทย์ไทยอย่างแท้จริงในสมัยกรุงศรีอยุธยา และนั่นก็คือการเกิดปี่พาทย์เครื่องห้าขึ้น อันประกอบด้วยระนาดเอก ดำเนินทำนองฆ้องวง ดำเนินทำนองปี่ ดำเนินทำนองกลอง  กรับ  ฉิ่ง เป็นผู้คุมจังหวะ กลายเป็นปี่พาทย์เครื่องห้า ใช้การได้ทุกโอกาสมาจนทุกวันนี้ และเนื่องจากการคิดสร้างระนาดไม้ของคนไทยเรานี้มีโอกาสที่จะบรรเลงได้มากเสียง(๒๑ ลูก สำหรับระนาดเอก) ใช้ไม้ตี ๒ อันอันละมือ ดังนั้นจึงเกิดเทคนิคการใช้มือปฏิบัติต่อผืนระนาดแตกแขนงขึ้นมากมายเกินจะพรรณนาได้ตามเวลาที่ผ่านมา ในที่สุดระนาดเอกเลยกลายเป็นตัวเอก หรือพระเอกของวงดนตรีไทยไปในที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดเสียงมากแบบ มากในเนื้อหาอารมณ์ เกินกว่าเสียงดนตรีอื่น ๆ จะทำได้ ระนาดจึงกลายเป็นตัวนำในการบรรเลงเพลงไทยไปในที่สุด

ดังนั้นในยุคของกรุงศรีอยุธยาจึงปรากฏเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ดังนี้

                     เครื่องดีด         มีกระจับปี่  จะเข้  พิณเพี้ยะ  พิณน้ำเต้า

                     เครื่องสี           มีซอสามสาย  ซออู้  ซอด้วง

                     เครื่องตีไม้      มีกรับพวง  กรับคู่  กรับเสภา ระนาดเอก

                     เครื่องตีโลหะ                มีฆ้องวงใหญ่  ฆ้องคู่  ฆ้องชัย  ฆ้องโหม่ง  ฉิ่ง  ฉาบ  มโหระทึก

                     เครื่องตีหนัง  มีตะโพน (ทับ)  โทน  รำมะนา  กลองทัด  กลองตุ๊ก

                     เครื่องเป่า        มีปี่ใน  ปี่กลาง (คงมีพวกปี่มอญและชวาด้วย)  ขลุ่ย  แตรงอน  แตรสังข์

                ดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้รับช่วงมาจากกรุงสุโขทัย แต่ก็ได้มีพัฒนาการในการคิดสร้างเครื่องดนตรีขึ้นมาอีกหลายชิ้น จนเครื่องดนตรีในสมัยนี้มีครบทุกประเภทและทุกชนิดดังกล่าวแล้ว

                ส่วนความเป็นมาของเพลงไทยนั้น “ในสมัยโบราณเป็นประเภทเพลงขับกล่อม คือบรรเลงโดยไม่ได้ผสมกับการแสดง แต่เดิมเป็นเพลงชั้นเดียว ซึ่งเป็นเพลงจังหวะเร็ว” พอในสมัยกรุงศรีอยุธยา เหตุการณ์บ้านเมืองสงบสุข มีเวลาร้องรำทำเพลงสนุกสนานถึงขนาดออกกฎมณเฑียรบาลขึ้นเพื่อห้ามบรรเลงดนตรีในเขตพระราชฐานดังกล่าว เพลงไทยในสมัยนี้จึงเกิดมีมากมาย “มีหลักฐานเชื่อได้ว่า มีเพลงในจังหวะสองชั้นเกิดขึ้นมากหลายเพลง ทั้งนี้เพราะสมัยอยุธยามีการแสดงประเภทโขน ละครและหนังใหญ่ ซึ่งต้องอาศัยดนตรีทั้งสิ้น” เพลงจึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับท่ารำ และการบรรเลงขับกล่อม นอกจากนี้ตอนปลายสมัยอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ ยังนิยมกันเล่นเพลงเรือ  เพลงดอกสร้อย  สักวา โดยเฉพาะการเล่นสักวาเป็นการนำไปสู่การร้องเพลงประเภทอัตราสามชั้น เนื่องจากต้องการเวลาให้ผู้แต่งกลอนคิดกลอนได้ทันกับเพลง นักร้องจึงพยายามยืดเพลงให้ยาวขึ้น โดยใช้วิธีเอื้อนให้มาก เพลงร้องประเภทสามชั้นจึงได้เกิดขึ้นในช่วงนี้

การแยกประเภทเพลงสมัยอยุธยานั้น จำแนกออกได้เป็น ๓ ประเภท  คือ

                ๑. เพลงร้องมโหรี  ใช้วงมโหรีเล่น มีไว้สำหรับบรรเลงขับกล่อมเพลงที่บรรเลงมี ๒ ชนิด คือ เพลงตับ และเพลงเกร็ด

                ๒. เพลงปี่พาทย์  ใช้วงปี่พาทย์เล่น มีไว้สำหรับบรรเลงประกอบการแสดงโขน  ละคร และใช้บรรเลงประกอบพิธีการต่าง ๆ เพลงบรรเลงมี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ เพลงหน้าพาทย์ และเพลงเรื่อง

                ๓. เพลงภาษา  หมายถึง เพลงไทยที่มีสำเนียงของชาติต่าง ๆ มักใช้บรรเลงประกอบตัวละครตามชื่อนั้น ๆ   

                เพลงในสมัยกรุงศรีอยุธยามีมากมายหลายร้อยเพลง ซึ่ง สุมนมาลย์  นิ่มเนติพันธ์ ก็ได้รวบรวมชื่อเพลงไว้ดังนี้คือ ชมตลาด  มอญแปลง  แหวนรอบก้อย  ตานีร้องไห้  ช้าครวญ  มโนห์ราโอด  แสนเสนาะ  มดน้อย  โลมนอก  หงส์ใช้ดอกบัว  สาวสอดแหวน  โฉลกไทยใหญ่  สาธุการ  สร้อยเพลง   ล่องเรือ  นางบุหร่ง  ตระรัว   ทะเลบ้า   บุล่ง  เนระคันโยค  ช้าปี่  อังคารสี่บท  จีนขิมเล็ก  ต่อยรูป  โอ้ร่าย  ล่องเรือละคร  เขมรเป่าใบไม้  แสนสุดสวาท  ดอกไม้ไทร  เนื้อมโหรี  แขกต่อยหม้อ นาคเกี้ยว  ชกมวย  จันดิน  เต่ากินผักบุ้ง  เทพลีลา  เชิงตะกอน  จำปาทองเทศ  พราหมณ์ดีดน้ำเต้า  จระเข้หางยาว  พุทรากระแทก  ราโค  หงส์ทอง  เขมรเขาเขียว  สรรเสริญพระจันทร์  สารถี  ศรีประเสริฐ  แขกลพบุรี  ธรณีร้องไห้  นางร่ำ  อุปราชขาดคอช้าง  มหาชัย  เหรา  สุรินทราหู  เหราเล่นน้ำ  ระส่ำระสาย  ย่านเถร  ยิกินแปดบท  บ้าระบุ่นเทศ  ญี่ปุ่น  พระนครเขิน

                ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยามีทั้งด้านการคิดสร้างเครื่องดนตรี และบทเพลง ป฀กอบโขน  ละครขึ้นมากมาย ซึ่งก็ได้มีการนำเอาเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ เข้ามาเล่นผสมกันจนเกิดมีวงดนตรีไทยขึ้น ๓ ประเภท คือ วงปี่พาทย์  วงมโหรี และวงเครื่องสาย นับว่าเป็นยุคศิวิไลซ์แห่งการดนตรีไทยที่ปัจจุบันสามารถเทียบเคียงศึกษาได้จากหลักฐานต่าง ๆ ในแต่ละยุค จึงเป็นพัฒนาการแห่งศิลปวิทยาที่ได้มีการคิดค้นสั่งสมสร้างสรรค์ ตกทอดเป็นมรดกตราบต่อยุคสมัยเรื่อยมา

                ครั้นแล้วความวิปโยคอาดูรก็เกิดแก่กรุงศรีอยุธยา หลังจากที่เป็นราชธานีมานาน ก็พลันล่มสลายลงด้วยทัพศึกพม่า ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยทุก ๆ ด้าน คนไทยต้องตกอยู่ในอำนาจความเศร้าจากการสูญเสียกรุงเป็นเวลาถึง ๗ เดือนเศษ ก็เข้าสู่ยุคสมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระเจ้าตากสินกรีฑาทัพขับไล่พม่าออกแดนดินสำเร็จ แต่ความยับเยินของกรุงศรีอยุธยายากนักจักฟื้นฟูสภาพเดิมได้ กรุงศรีอยุธยาจึงถูกปล่อยให้เป็นซากแห่งความทรงจำ เป็นจารึกเตือนใจมนุษยชาติ และอาจจะกล่าวได้ว่าจุดนั้นเป็นจุดสุดท้ายของการสร้างสรรค์ความรุ่งเรืองพร้อม ๆ กับการเริ่มต้นสู่ความเปลี่ยนแปลงกันใหม่ เวียนว่ายยุคสมัยแห่งเผ่าพันธุ์และมนุษยชาติอีกครั้ง

                กรุงธนบุรี จึงเกิดขึ้นด้วยพระเจ้าตากสินมหาราช การศึกษายังคงติดพันพร้อม ๆ กับการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และอารยธรรมไทยในด้านต่าง ๆ ทำให้ค่อย ๆ ฟื้นสภาพทีละน้อย ๆ ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี จนลุสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  หากยุคสมัยจะสิ้นไป แต่วัฒนธรรมยังคงอยู่ก็ไม่ถือว่าสิ้นชาติ และไทยเราก็ได้พิสูจน์สัจธรรมนี้ ซึ่งในที่นี้เป็นส่วนกล่าวถึงดนตรีไทยและเพลงไทย อันเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่งของชาติ อาจกล่าวได้ว่าความรุ่งเรืองแห่งดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเคยศิวิไลซ์อย่างไร กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า กลับวิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เราสามารถแบ่งความเจริญทางดนตรีไทยได้ตามรัชสมัย  คือ

สมัยรัชกาลที่ ๑  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมขึ้นโดย “ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ให้สมบูรณ์และเรื่องดาหลังซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีมาแต่สมัยอยุธยา วรรณคดีทั้งสองเรื่องนี้ใช้นำแสดงละครและแสดงโขน” และได้มีครูดนตรีเพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์ขึ้นอีกลูกหนึ่ง เดิมทีเดียววงปี่พาทย์มีกลองทัดเพียงลูกเดียว ลูกที่เพิ่มขึ้นเสียงต่างกันออกไปทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น คือ เสียงสูงตีดัง “ตูม” กับเสียงต่ำตีดัง “ต้อม” เรียกลูกที่มีเสียงสูงว่า “ตัวผู้” เรียกลูกที่มีเสียงต่ำว่า “ตัวเมีย” กลองทัดที่เพิ่มขึ้นเป็นสองลูกนี้ยังนิยมใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ ๒  ดนตรีไทยได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยพระองค์ “ทรงส่งเสริมด้านวรรณคดีและการละคร ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งเพื่อให้เหมาะสมแก่การเล่นละครในมากยิ่งขึ้น จนวรรณคดีเรื่องอิเหนาได้รับการยกย่องว่าเป็นกลอนบทละครที่ดีที่สุด ส่วนด้านดนตรีก็เฟื่องฟูเช่นเดียวกัน ถึงปรากฏพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่าทรงสีซอสามสายได้เป็นเลิศ มีซอคู่พระหัตถ์เรียกว่า “ซอสายฟ้าฟาด” และมีเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่เกิดขึ้นคือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน และในสมัยของพระองค์นี้ก็ได้มีการใช้กลองสองหน้า (คือเปิงมาง) เพิ่มขึ้นในวงปี่พาทย์           

สมัยรัชกาลที่ ๓  ไม่ทรงโปรดการละครและดนตรี ทรงให้ยกเลิกละครหลวงเสียด้วย ส่วนเจ้านายจะจัดให้มีการเล่นละครภายในวังของตนก็ไม่ทรงห้าม ดังนั้นการละครและดนตรีจึงไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ตามวังของเจ้านายและบรรดาเจ้านายเหล่านี้ก็ได้มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ส่งเสริมให้การละครและดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองสืบเรื่อยมาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕

                การประดิษฐ์เครื่องดนตรีในสมัยพระองค์นั้นก็ได้มีการประดิษฐ์ “ระนาดทุ้ม” ขึ้นเพื่อให้เป็นคู่กับระนาดเอก มีลักษณะตามแบบระนาดเอก แต่ให้มีลูกระนาดบางกว่า แต่ใหญ่กว่า เพื่อให้เกิดเสียงทุ้มต่ำ และมีเพลงสามชั้นให้ร้องส่งประกอบมโหรีปี่พาทย์ขึ้น และเกิด “ฆ้องวงเล็ก” ขึ้นใช้ในระยะนี้ด้วย เพื่อให้คู่กับฆ้องวงใหญ่ ประสมอยู่ในวงปี่พาทย์กลายเป็นปี่พาทย์เครื่องคู่ ซึ่งมาจากปี่พาทย์เครื่องห้า แล้วต่อมาพัฒนาเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่

สมัยรัชกาลที่ ๔  มีชาวยุโรปและชาวอเมริกันเข้ามาติดต่อมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉาน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรของรัชกาลนี้ทรงรู้ภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง ได้ช่วยราชการเป็นอเนกประการเป็นต้น จึงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกแทรกซึมเข้ามาโดยไม่รู้สึก เช่นการที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดประดิษฐ์สร้างระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็ก (หัว-ท้าย) ขึ้นเพิ่มเติมในวงปี่พาทย์ ให้เป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมตะวันตกด้วย

                ในปลายรัชกาลที่ ๔ ได้เกิดการนิยมเล่นแอ่วลาวเป่าแคนกันมาก จนแม้ในวังเจ้านาย เช่น วังหน้าและวังกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ก็นิยมมากจนผู้เล่นมโหรีปี่พาทย์น้อยลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติห้ามเล่นแอ่วลาว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๘ ด้วยทรงรังเกียจว่าไม่ใช่ของไทยแท้ เป็นของประเทศราช จะนำมาเป็นของไทยนั้นหากใครเล่นจะเก็บภาษีให้แรง ประชาชนจึงคลายการเล่นแอ่วลาวลง

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  หากยุคสมัยจะสิ้นไป แต่วัฒนธรรมยังคงอยู่ก็ไม่ถือว่าสิ้นชาติ และไทยเราก็ได้พิสูจน์สัจธรรมนี้ ซึ่งในที่นี้เป็นส่วนกล่าวถึงดนตรีไทยและเพลงไทย อันเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่งของชาติ อาจกล่าวได้ว่าความรุ่งเรืองแห่งดนตรีไทยและเพลงไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นเคยศิวิไลซ์อย่างไร กรุงรัตนโกสินทร์ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า กลับวิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  เราสามารถแบ่งความเจริญทางดนตรีไทยได้ตามรัชสมัย  คือ

สมัยรัชกาลที่ ๑  ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมขึ้นโดย “ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ให้สมบูรณ์และเรื่องดาหลังซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีมาแต่สมัยอยุธยา วรรณคดีทั้งสองเรื่องนี้ใช้นำแสดงละครและแสดงโขน” และได้มีครูดนตรีเพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์ขึ้นอีกลูกหนึ่ง เดิมทีเดียววงปี่พาทย์มีกลองทัดเพียงลูกเดียว ลูกที่เพิ่มขึ้นเสียงต่างกันออกไปทำให้เกิดเป็นเสียงขึ้น คือ เสียงสูงตีดัง “ตูม” กับเสียงต่ำตีดัง “ต้อม” เรียกลูกที่มีเสียงสูงว่า “ตัวผู้” เรียกลูกที่มีเสียงต่ำว่า “ตัวเมีย” กลองทัดที่เพิ่มขึ้นเป็นสองลูกนี้ยังนิยมใช้กันมาจนปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ ๒  ดนตรีไทยได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยพระองค์ “ทรงส่งเสริมด้านวรรณคดีและการละคร ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ขึ้นอีกสำนวนหนึ่งเพื่อให้เหมาะสมแก่การเล่นละครในมากยิ่งขึ้น จนวรรณคดีเรื่องอิเหนาได้รับการยกย่องว่าเป็นกลอนบทละครที่ดีที่สุด ส่วนด้านดนตรีก็เฟื่องฟูเช่นเดียวกัน ถึงปรากฏพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่าทรงสีซอสามสายได้เป็นเลิศ มีซอคู่พระหัตถ์เรียกว่า “ซอสายฟ้าฟาด” และมีเพลงพระราชนิพนธ์ใหม่เกิดขึ้นคือ เพลงบุหลันลอยเลื่อน และในสมัยของพระองค์นี้ก็ได้มีการใช้กลองสองหน้า (คือเปิงมาง) เพิ่มขึ้นในวงปี่พาทย์      

สมัยรัชกาลที่ ๓  ไม่ทรงโปรดการละครและดนตรี ทรงให้ยกเลิกละครหลวงเสียด้วย ส่วนเจ้านายจะจัดให้มีการเล่นละครภายในวังของตนก็ไม่ทรงห้าม ดังนั้นการละครและดนตรีจึงไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ตามวังของเจ้านายและบรรดาเจ้านายเหล่านี้ก็ได้มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ส่งเสริมให้การละครและดนตรีไทยเจริญรุ่งเรืองสืบเรื่อยมาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕

                การประดิษฐ์เครื่องดนตรีในสมัยพระองค์นั้นก็ได้มีการประดิษฐ์ “ระนาดทุ้ม” ขึ้นเพื่อให้เป็นคู่กับระนาดเอก มีลักษณะตามแบบระนาดเอก แต่ให้มีลูกระนาดบางกว่า แต่ใหญ่กว่า เพื่อให้เกิดเสียงทุ้มต่ำ และมีเพลงสามชั้นให้ร้องส่งประกอบมโหรีปี่พาทย์ขึ้น และเกิด “ฆ้องวงเล็ก” ขึ้นใช้ในระยะนี้ด้วย เพื่อให้คู่กับฆ้องวงใหญ่ ประสมอยู่ในวงปี่พาทย์กลายเป็นปี่พาทย์เครื่องคู่ ซึ่งมาจากปี่พาทย์เครื่องห้า แล้วต่อมาพัฒนาเป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่

สมัยรัชกาลที่ ๔  มีชาวยุโรปและชาวอเมริกันเข้ามาติดต่อมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉาน โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรของรัชกาลนี้ทรงรู้ภาษาอังกฤษอย่างกว้างขวาง ได้ช่วยราชการเป็นอเนกประการเป็นต้น จึงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกแทรกซึมเข้ามาโดยไม่รู้สึก เช่นการที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงคิดประดิษฐ์สร้างระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็ก (หัว-ท้าย) ขึ้นเพิ่มเติมในวงปี่พาทย์ ให้เป็นปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ก็นับได้ว่าเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมตะวันตกด้วย

                ในปลายรัชกาลที่ ๔ ได้เกิดการนิยมเล่นแอ่วลาวเป่าแคนกันมาก จนแม้ในวังเจ้านาย เช่น วังหน้าและวังกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ก็นิยมมากจนผู้เล่นมโหรีปี่พาทย์น้อยลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติห้ามเล่นแอ่วลาว เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๘ ด้วยทรงรังเกียจว่าไม่ใช่ของไทยแท้ เป็นของประเทศราช จะนำมาเป็นของไทยนั้นหากใครเล่นจะเก็บภาษีให้แรง ประชาชนจึงคลายการเล่นแอ่วลาวลง

สมัยรัชกาลที่๕  เป็นรัชกาลที่ศิลปวัฒนธรรมของตะวันตกได้เป็นสมุฏฐานให้ศิลปะในประเทศไทยขยายแยกออกไปมากมาย เช่น เกิดการแสดงละครขึ้นอีกหลายแบบ  การบรรเลงแตรวง ซึ่งมีมาแต่รัชกาลก่อนก็ขยายตัวปรับปรุงให้กว้างขวางออกไป

                ในสมัยนี้ “เกิดเครื่องดนตรีใหม่คือ กลองตะโพน (ความจริงก็คือตะโพนของเดิมนั่นเอง) แต่นำมาตีแบบกลองทัดแล้วตีด้วยไม้นวมเพื่อให้เกิดเสียงต่ำทุ้มมีกังวาน และได้เกิดวงปี่พาทย์ไม้นวมชนิดหนึ่งเรียกว่าปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ใช้คู่กับละครแบบใหม่ ซึ่งดัดแปลงมาจากโอเปร่า ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นี้ฟังไพเราะมาก เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย ระนาดเอก  ฆ้องวงใหญ่  ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง ๗ ใบ) ระนาดทุ้ม  ระนาดทุ้มเหล็ก  ขลุ่ย  ซออู้ และเครื่องกำกับจังหวะ

สมัยรัชกาลที่ ๖  พระองค์ก็ทรงเป็นทั้งนักประพันธ์เพลง ประพันธ์บทละครพูด ละครรำ ทรงเป็นนักเสภาและทรงเป็นนักร้องเพลงไทยที่ยอดเยี่ยมพระองค์หนึ่ง

                นับว่ายุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้มีความเจริญทางด้านดนตรีไทยและเพลงไทยอย่างยิ่ง แม้พระองค์เองก็ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นพระองค์นำทางด้านนี้ จนเกิดนักดนตรีไทยและเพลงไทยขึ้นมากมายทั้งพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เอาใจใส่ให้พสกนิกรและบรรดาครูดนตรีฝีมือดีได้มีความเป็นอยู่อย่างดีกินดีมีสุข พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุล บรรดาศักดิ์และชื่อเสียงเกียรติยศให้อย่างเอาพระทัยใส่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่วงการดนตรีไทยอย่างล้นพ้น

สมัยรัชกาลที่ ๗  ในสมัยของพระองค์นี้นับเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเปลี่ยนแปลงและการแบ่งยุคสมัยของดนตรีไทยและเพลงไทยจากระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในช่วงปลายของสมัยพระองค์ และสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๗ ก็คือ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลด้วย แต่อย่างไรก็ตามกำลังใจของนักดนตรีไทยก็ยังมีมากอยู่

                พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรีจนมีความสามารถในการเล่นดนตรีไทย และพระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้ถึง ๓ เพลง คือ ราตรีประดับดาวเถา (พ.ศ.๒๔๗๒)  เขมรละออองค์เถา (ต้นปี พ.ศ.๒๔๗๔) และโหมโรงคลื่นกระทบฝั่งสามชั้น (ปลายปี พ.ศ.๒๔๗๔)

                ในช่วงนี้เป็นยุคแรกเริ่มของดนตรีร่วมสมัย (Contemporary Music) ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีไทยมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีตะวันตก เช่น ออร์แกน  กลายมาเป็นวงเครื่องสายผสมออร์แกน โดยต้องทำการปรับเสียงของดนตรีไทยให้เป็นเสียงดนตรีตะวันตก (คีย์ C) ซึ่งดนตรีไทยจะเป็นเสียงคีย์ B แฟลท ซึ่งจะต่ำกว่าเสียงดนตรีตะวันตก ๑ เสียงโดยประมาณ

สมัยรัชกาลที่ ๙  เกิดวงมหาดุริยางค์ไทยซึ่งเป็นการจัดประสมวงดนตรีขนาดใหญ่โดยรวมเครื่องดนตรีทั้งประเภทดีด  สี  ตี  เป่า และเครื่องกำกับจังหวะ อย่างละนับเป็นสิบ ๆ เครื่องมือเข้าประสมวงกันเป็นวงดนตรีไทยเรือนร้อย โดยได้นำแบบอย่างมากจากวงซิมโฟนีออเคสตร้า (Symphony Orchestra) และยังมีการพัฒนาการทางด้านดนตรีร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านเครื่องดนตรี  การประสมวง  หรือแม้แต่บทเพลง 

สมัยรัชกาลที่๕  เป็นรัชกาลที่ศิลปวัฒนธรรมของตะวันตกได้เป็นสมุฏฐานให้ศิลปะในประเทศไทยขยายแยกออกไปมากมาย เช่น เกิดการแสดงละครขึ้นอีกหลายแบบ  การบรรเลงแตรวง ซึ่งมีมาแต่รัชกาลก่อนก็ขยายตัวปรับปรุงให้กว้างขวางออกไป

                ในสมัยนี้ “เกิดเครื่องดนตรีใหม่คือ กลองตะโพน (ความจริงก็คือตะโพนของเดิมนั่นเอง) แต่นำมาตีแบบกลองทัดแล้วตีด้วยไม้นวมเพื่อให้เกิดเสียงต่ำทุ้มมีกังวาน และได้เกิดวงปี่พาทย์ไม้นวมชนิดหนึ่งเรียกว่าปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ใช้คู่กับละครแบบใหม่ ซึ่งดัดแปลงมาจากโอเปร่า ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์นี้ฟังไพเราะมาก เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย ระนาดเอก  ฆ้องวงใหญ่  ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง ๗ ใบ) ระนาดทุ้ม  ระนาดทุ้มเหล็ก  ขลุ่ย  ซออู้ และเครื่องกำกับจังหวะ

สมัยรัชกาลที่ ๖  พระองค์ก็ทรงเป็นทั้งนักประพันธ์เพลง ประพันธ์บทละครพูด ละครรำ ทรงเป็นนักเสภาและทรงเป็นนักร้องเพลงไทยที่ยอดเยี่ยมพระองค์หนึ่ง

                นับว่ายุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้มีความเจริญทางด้านดนตรีไทยและเพลงไทยอย่างยิ่ง แม้พระองค์เองก็ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นพระองค์นำทางด้านนี้ จนเกิดนักดนตรีไทยและเพลงไทยขึ้นมากมายทั้งพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ เอาใจใส่ให้พสกนิกรและบรรดาครูดนตรีฝีมือดีได้มีความเป็นอยู่อย่างดีกินดีมีสุข พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุล บรรดาศักดิ์และชื่อเสียงเกียรติยศให้อย่างเอาพระทัยใส่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่วงการดนตรีไทยอย่างล้นพ้น

สมัยรัชกาลที่ ๗  ในสมัยของพระองค์นี้นับเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างความเปลี่ยนแปลงและการแบ่งยุคสมัยของดนตรีไทยและเพลงไทยจากระบอบการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในช่วงปลายของสมัยพระองค์ และสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๗ ก็คือ เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกและประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลด้วย แต่อย่างไรก็ตามกำลังใจของนักดนตรีไทยก็ยังมีมากอยู่

                พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาดนตรีจนมีความสามารถในการเล่นดนตรีไทย และพระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้ถึง ๓ เพลง คือ ราตรีประดับดาวเถา (พ.ศ.๒๔๗๒)  เขมรละออองค์เถา (ต้นปี พ.ศ.๒๔๗๔) และโหมโรงคลื่นกระทบฝั่งสามชั้น (ปลายปี พ.ศ.๒๔๗๔)

                ในช่วงนี้เป็นยุคแรกเริ่มของดนตรีร่วมสมัย (Contemporary Music) ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีไทยมาผสมผสานกับเครื่องดนตรีตะวันตก เช่น ออร์แกน  กลายมาเป็นวงเครื่องสายผสมออร์แกน โดยต้องทำการปรับเสียงของดนตรีไทยให้เป็นเสียงดนตรีตะวันตก (คีย์ C) ซึ่งดนตรีไทยจะเป็นเสียงคีย์ B แฟลท ซึ่งจะต่ำกว่าเสียงดนตรีตะวันตก ๑ เสียงโดยประมาณ

สมัยรัชกาลที่ ๙  เกิดวงมหาดุริยางค์ไทยซึ่งเป็นการจัดประสมวงดนตรีขนาดใหญ่โดยรวมเครื่องดนตรีทั้งประเภทดีด  สี  ตี  เป่า และเครื่องกำกับจังหวะ อย่างละนับเป็นสิบ ๆ เครื่องมือเข้าประสมวงกันเป็นวงดนตรีไทยเรือนร้อย โดยได้นำแบบอย่างมากจากวงซิมโฟนีออเคสตร้า (Symphony Orchestra) และยังมีการพัฒนาการทางด้านดนตรีร่วมสมัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งทางด้านเครื่องดนตรี  การประสมวง  หรือแม้แต่บทเพลง

การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระศพ


การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระศพ

การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระศพ

                การบรรเลงดนตรีไทยในงานพระราชพิธี ถือว่าเป็นเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศา นุวงศ์ และเป็นส่วนหนึ่งในของงานพระราชพิธีที่บรรเลงตามขั้นตอนของงานพระราชพิธี คู่กับวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังแต่ เดิมการประโคมดนตรีที่เป็นลักษณะประโคมย่ำยาม มีเฉพาะของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง เท่านั้น ประกอบด้วยวงแตรสังข์และวงปี่

ไฉนกลองชนะ มีการประโคมย่ำยามทุก 3 ชั่วโมง คือ

- ยาม 1  เวลา 06.00 น.

- ยาม 2 เวลา 09.00 น.

- ยาม 3 เวลา 12.00 น.

- ยาม 4 เวลา 15.00 น.

- ยาม 5 เวลา 18.00 น.

- ยาม 6 เวลา 21.00 น.

- ยาม 7 เวลา 24.00 น.

                ใน การประโคมงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประโคมย่ำยามด้วย ดังนั้น จึงมี 2 หน่วยงานเข้าร่วมประโคม คือ

                    วงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง (วงแตรสังข์และวงปี่ไฉนกลองชนะ)

                    วงปี่พาทย์นางหงส์ ของกลุ่มดุริยางค์ไทย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

การประโคมย่ำยาม มีขั้นตอนเรียงลำดับ ดังนี้

                วงประโคมลำดับที่ 1 คือ วงแตรสังข์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ประโคม “เพลงสำหรับบท” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 2 จึงเริ่มขึ้น

                วงประโคมลำดับที่ 2 คือ วงปี่ไฉนกลองชนะ (หรือเรียกว่า วงเปิงพรวด) ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ปี่ไฉน กลองชนะ เปิงมาง “ประโคมเพลงพญาโศกลอยลม” จบแล้ว วงประโคมวงที่ 3 จึงเริ่มขึ้น

                วงประโคมลำดับที่ 3 คือ วงปี่พาทย์นางหงส์ ประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง “ประโคมเพลงชุดนางหงส์”

เมื่อประโคม ครบทั้ง 3 วงแล้ว ก็ถือว่าเสร็จการประโคมย่ำยาม 1 ครั้ง

                การที่กรมศิลปากร นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามนั้น แต่เดิม แต่โบราณไม่ได้มี “วงปี่พาทย์” ร่วมประโคมย่ำยาม จะมีแต่เฉพาะ “วงแตรสังข์ และ วงปี่ไฉนกลองชนะ” ของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวังและวงกลองสี่ปีหนึ่ง (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว) ประโคมในงานพระบรมศพ พระศพ เท่านั้น

                เมื่อ ครั้งงานพระบรมศพของสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระประสงค์ให้นำวงปี่พาทย์นางหงส์ ของกรมศิลปากรมาประโคมย่ำยาม ต่อจากวงประโคมของงานเครื่องสูง สำนักพระราชวัง นับเป็นครั้งแรกที่ได้นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาประโคมย่ำยามด้วย

                แต่เดิม บทบาท “วงปี่พาทย์นางหงส์” เป็นวงที่บรรเลงในงานศพของสามัญชน ต่อมาได้นำมาบรรเลงในงานสวดพระอภิธรรมศพเจ้านาย และใช้ในตอนถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระศพ (ไม่ใช่ประโคมย่ำยาม)

                วง ปี่พาทย์นางหงส์ เกิดจากการนำวงปี่พาทย์ไทย ประกอบด้วย ปี่ใน ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง ประสมกับ วงบัวลอย ซึ่งใช้ในงานเผาศพของสามัญชน (ประกอบด้วย ปี่ชวา 1 เลา กลองมลายู 2 ใบ เหม่ง) (วงบัวลอย มาจาก วงกลองสี่ปี่หนึ่ง ซึ่งใช้เฉพาะงานพระบรมศพ พระศพ ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์)

                วง ปี่พาทย์นางหงส์ จึงประกอบด้วย ปี่ชวา ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องวงเล็ก ตะโพน กลองทัด ฉิ่ง (เครื่องคู่) สาเหตุที่เรียกว่า วงปี่พาทย์นางหงส์ นั้น เกิดจากการบรรเลงที่เริ่มด้วยเพลงนางหงส์ (เพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน) จึงเรียกชื่อวงและชื่อเพลงชุดนี้ว่า “วงปี่พาทย์นางหงส์และเพลงชุดนางหงส์”

                สาเหตุ ที่นำวงปี่พาทย์นางหงส์มาใช้ในงานอวมงคล เกิดจาก การจัดระเบียบวัฒนธรรมการจัดวงการบรรเลงดนตรีไทย มีระเบียบแบบแผนการจัดวงดนตรีไว้ให้เหมาะกับกาลเทศะ เช่น

- งานมงคล – ใช้วงมโหรี วงเครื่องสาย

- งานประกอบพิธีกรรม – ใช้วงปี่พาทย์(ไทย)

- งานรื่นเริงการบรรเลงเพื่อ – ใช้วงปี่พาทย์เสภา

- การฟัง – ใช้วงปี่พาทย์นางหงส์ และสำหรับงานอวมงคล

ความหมายของเพลงที่บรรเลง

- เพลงที่บรรเลง เรียกว่า “เพลงชุดนางหงส์” ประกอบด้วยเพลง

- เพลงนางหงส์ (หรือเพลงพราหมณ์เก็บหัวแหวน)

- เพลงสาวสอดแหวน

- เพลงแสนสุดสวาท

- เพลงแมลงปอ

- เพลงแมลงวันทอง

                การเรียงร้อยเพลงชุดนี้ โบราณจารย์ท่านเรียบเรียงไว้ ใช้เฉพาะงานอวมงคล ด้วยลักษณะทำนองเพลงบ่งบอกถึงความสงบ ณ สัมปรายภพ

                การ คัดเลือกเพลงที่ใช้บรรเลงนั้น โบราณจารย์ได้จัดระเบียบแบบแผนการใช้เพลงไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น กลุ่มเพลงที่ใช้งานมงคลและกลุ่มเพลงที่ใช้งานอวมงคล จะไม่นำมาใช้ปะปนกัน

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.