หมวด น


นอก หมายถึงทางหรือระดับเสียงของดนตรีไทย ซึ่งเป็น “ทางนอก” หรือ “ทางกรวด” โดยใช้ “ปี่นอก” เป่าเป็นหลัก (โปรดดูคำว่า “ทาง” ประกอบ”)

______________________________

น้ำ เป็นชื่อเรียกทำนองเพลงประเภทลูกล้อลูกขัดตอนที่เป็น “ลูกโยน” ซึ่งไม่กำหนดจังหวะ เช่นว่า “เนื้อนิดเดียว น้ำเยอะ” อย่างนี้ก็หมายความว่า “เนื้อเพลง” ของเพลงนั้นมีนิดเดียว แต่ออก “น้ำ” คือ ลูกโยน ซึ่งประกอบด้วยลูกล้อลูกขัดมากมายนั่นเอง

______________________________

นิ่ม หมายถึงการสีซอที่ผู้บรรเลงสามารถประคบเสียงให้นิ่มนวล ไม่ดังแกร๊กกรากน่ารำคาญหู (มักจะพูดกันว่า “คนนี้สีซอนิ่มดีแท้ๆ”)

______________________________

เนื้อ คำนี้มีความหมายเป็น ๓ กรณี คือ

      ๑) หมายถึงบทกลอนหรือคำโคลงหรือคำประพันธ์ที่ใช้ในการขับร้อง เรียกเป็นที่เข้าใจกับทั่วไปว่า “เนื้อร้อง”

      ๒) หมายถึงทำนองที่เป็นเนื้อแท้ๆ ของเพลงที่เรียกกันทั่วๆไปว่า “เนื้อเพลง” หรือ “ลูกฆ้อง” (คือทำนองเพลงที่ฆ้องใหญ่บรรเลง คำว่า “ลูกฆ้อง” ก็หมายถึงลูกฆ้องใหญ่นี้)

            เครื่องมืออื่นๆในวงปี่พาทย์นอกจากฆ้องใหญ่นี้แล้ว จะไม่บรรเลง “เนื้อเพลง” หรือ “ลูกฆ้อง” เลย แต่จะบรรเลงเป็นทางเต็ม (full melody) ซึ่งแปลจาก “เนื้อเพลง” หรือ “ลูกฆ้อง” นี้อีกทีหนึ่ง

      ๓) หมายถึงลีลาของเครื่องหนังสที่เป็น “เนื้อแท้ๆ” มิใช่ทำนอง “ส่าย” ที่พลิกแพลงออกไป

______________________________

แนว  คำนี้มีความหมายเป็น ๓ กรณี คือ

๑)     มีความหมายตรงกับคำว่า “ทาง” คือ แทนที่จะเรียกว่า “ทางร้อง ทางปี่ ทางระนาด ทางลูกฆ้อง” ก็เรียกว่า “แนวร้อง แนวปี่ แนวระนาด แนวลูกฆ้อง” แต่คำว่า “แนว” นี้ มักใช้เฉพาะการเขียนโน้ตฉบับรวมเครื่องหรือ score เท่านั้น เช่น เขียนแนวร้องเป็นอย่างนี้ แนวปี่เป็นอย่างนั้น แนวระนาดเป็นอย่างโน้น ดังนี้เป็นต้น ถ้าเป็นการพูด โดยทั่วไปแล้วมักใช้คำว่า “ทาง” เป็นต้น

๒)     หมายความถึง “อัตราความเร็วของการดำเนินจังหวะ” โดยปกติเพลงแต่ละเพลงมีแนวของมันอยู่ในตัว เช่น ถ้าเป็นเพลงประเภทลูกลูกลูกขัด แนวการบรรเลงก็ค่อนข้างเร็วหน่อย ถ้าเป็นเพลงประเภทกรอ แนวเพลงของมันก็ช้าลง ดังนี้เป็นต้น ที่เรียกว่า “แนวดี” นั้นหมายถึงว่า “นักร้องและนักดนตรีสามารถรักษาอัตราความเร็วของการดำเนินจังหวะไว้ได้อย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม” คือที่ควรจะเร็วก็เร็ว ที่ควรจะช้าก็ช้า ดังนี้เป็นต้น ส่วนที่เรียกว่า “แนวเสีย” หรือ “แนวใช้ไม่ได้” นั้นก็เป็นการตรงกันข้าม

๓)     หมายถึง “กำลังฝีมือโดยเฉพาะของคนระนาดเอกหรือคนซอด้วงซึ่งเป็นผู้นำวง” ซึ่งคนเหล่านี้จะมี “แนว” ของเขาอยู่ว่าเขาจะ “ไหว” ได้ในอัตราเร็วที่สุดเท่านั้นเท่านี้ จึงจะพอเหมาะกับฝีมือของเขา ถ้าเล่นให้พอดีกับ “แนว” ดังกล่าวแล้ว เขาจะนำวงไปได้สวยมาก ถ้าเล่นไม่ถึง “แนว” (คือช้าไป) แล้ว แทนที่คนซอด้วงหรือคนระนาดเอกจะบรรเลงได้คล่องแคล่วก็จะกลับรู้สึกขัด เพราะมันช้าไปไม่ถึงแนวของตนนั่นเอง และในทางตรงกันข้าม ถ้าการบรรเลงนั้นมันเร็วจน “เกินแนว” ของคนซอด้วงหรือคนระนาดเอกแล้ว การล้มลุกคลุกคลานก็จะต้องเกิดขึ้น

______________________________

ใน หมายถึงทางหรือระดับเสียงของดนตรีไทยที่เป็น “ทางใน” ซึ่งใช้ “ปี่ใน” เป่าเป็นหลัก (โปรดดูที่คำว่า “ทาง” ประกอบ)

คลังคำศัพท์ หมวด ก


กวาด คือ  วิธีปฏิบัติอย่างหนึ่งของเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง)  โดยใช้ไม้ตีลากไปบนเครื่องดนตรี (ลูกระนาดหรือลูกฆ้อง)  ซึ่งมีกิริยาอย่างเดียวกับใช้ไม้กวาดกวาดผง  การกวาดนี้จะกวาดจากเสียงสูงมาหาเสียงต่ำ  หรือจากเสียงต่ำไปหาเสียงสูงก็ได้
______________________________
 
กรอด เป็นคำเรียกการตีเครื่องดนตรีวิธีหนึ่ง  ที่เมื่อขณะตีลงไปทำให้ไม้ตีสั่นสะเทือนไปทั้งตัว  และกดให้เสียงขาดไป
อธิบาย : การตีที่เรียกว่ากรอดนี้  ก็คือทำเสียงเครื่องดนตรีนั้นให้ดังคล้ายคำพูดที่ว่า “กรอด”  ซึ่งเป็นวิธีใช้ของฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็กโดยมาก  เครื่องดนตรีชนิดอื่นก็มีใช้บ้างเพียงเล็กน้อย
______________________________
 
กรอ ๑. เป็นวิธีบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทตี (เช่น ระนาด ฆ้องวง) อย่างหนึ่ง  ซึ่งใช้วิธีตี ๒ มือสลับกันถี่ ๆ เหมือนรัวเสียงเดียว  หากแต่วิธีตีที่เรียกว่า “กรอ” นี้  มือทั้งสองมิได้ตีอยู่ที่ลูกเดียวกัน  โดยปรกติมักจะตีเป็นคู่ ๒  คู่ ๓  คู่ ๔-๕-๖  และ ๘ ฯลฯ
๒. เป็นคำเรียกทางของการดำเนินทำนองเพลงอย่างหนึ่ง  ที่ดำเนินไปโดยใช้เสียงยาว ๆ ช้า ๆ  เพลงที่ดำเนินทำนองอย่างนี้เรียกว่า “ทางกรอ”  ที่เรียกว่าอย่างนี้  ก็ด้วยเหตุเพลงที่มีเสียงยาว ๆ นั้น  เครื่องดนตรีประเภทตีไม่สามารถจะทำเสียงให้ยาวได้  จึงต้องกรอให้ได้ความยาวเท่ากับความประสงค์ของทำนองเพลง

คำศัพท์หมวด ถ


ถ่ง เป็นสำเนียงของฆ้องใหญ่เมื่อตีด้วย “คู่ ๔”

______________________________

ถอด เพลงเถาบางชนิด อัตรา ๒ ชั้น และชั้นเดียวเป็นอย่างเก่า ส่วนอัตรา ๓ ชั้นได้รับการยืดขยายให้มีลูกล้อลูกขัดอย่างพิสดาร เช่น เพลง “ทยอยใน (เถา)” เป็นต้น อัตรา ๓ ชั้นยาวเหยียด เพราะประกอบด้วยลูกล้อลูกขัดต่างๆ แต่อัตรา ๒ ชั้นกับชั้นเดียวสั้นมาก เพราะเป็นทางเก่าที่ยังมิได้ใส่ลูกล้อลูกขัดตามอัตรา ๓ ชั้นขึ้นไปนั่นเอง เพื่อไม่ให้ฟังลักลั่นกัน ครูบาอาจารย์ท่านจึงคิดทำอัตรา ๒ ชั้น และชั้นเดียวขึ้นใหม่ คือ ตัดครึ่งจากทาง ๓ ชั้น และ ๒ ชั้นลงมาโดยตรงตามลำดับ ทางดังกล่าวนี้ก็เท่ากับ “ถอด” ออกมาจาก ๓ ชั้น และ ๒ ชั้นโดยตรงนั่นเอง นักดนตรีจึงนิยมเรียกกันว่าเป็น “ทางถอด” ด้วยประการฉะนี้

______________________________

ถอน การ “ถอน” เกิดขึ้นเมื่อต้องการจะลดจังหะเท่าตัวจาก ๓ ชั้นลงมาเป็น ๒ ชั้น หรือจาก ๒ ชั้น ลงมาเป็นชั้นเดียว (ซึ่งโดยทั่วไปก็มักจะใช้ลดจาก ๒ ชั้นลงมาเป็นชั้นเดียวแทบทั้งสิ้น)

              วิธีการคือเร่งจังหวะเพลงในชั้นที่กำลังบรรเลงให้เร็วขึ้น จนกระทั่งฉิ่งตีเร็วใกล้เข้าไปกับชั้นที่ต้องากรลดจึงหักจังหวะลงเท่าตัวแล้วบรรเลงในชั้นที่ลดต่อไปด้วยจังหวะฉิ่งอันเดิม เช่น  ถ้ากำลังบรรเลง “เพลงเชิด ๒ ชั้น” อยู่และต้องการจะ “ถอน” ลงชั้นเดียว ผู้บรรเลงก็จะเร่งจังหวะ ๒ ชั้น โดยเก็บให้ถี่ยิบขึ้น จนกระทั่งฉิ่งที่ตี ๒ ชั้นอยู่นั้น เร่งจังหวะเร็วใกล้เข้าไปเกือบถึงชั้นเดียวจึงหักจังหวะลงเท่าตัว แล้วบรรเลงเพลง “เชิดชั้นเดียว” ต่อไปด้วยจังหวะฉิ่งที่กำลังเดินอยู่นั้น ซึ่งเมื่อฟังติดต่อกันแล้วจะออกรสดีพิลึก

______________________________

เถา เป็นชื่อเพลงชนิดหนึ่งซึ่งประกอบขึ้นด้วยเพลงเพลงเดียวกันที่มีอัตราลดหลั่นลงไปเป็นลำดับ นำมาร้องหรือบรรเลงติดต่อกันเป็นพืดไปอย่างน้อย ๓ อัตรา ซึ่งโดยปกติก็ร้องหรือบรรเลงตั้งแต่อัตรา ๓ ชั้นลงมาจนถึงชั้นเดียว ที่บรรเลงตั้งแต่ ๔ ชั้นลงมาถึงครึ่งชั้นก็มี แต่มีน้อย

     เพลงเถานี้จะมีแต่ร้องเฉยๆหรือบรรเลงเฉยๆ หรือจะมีทั้งร้องและรับก็ได้ แต่ตามปกติเมื่อเวลาเล่นเพลงเถาแล้วก้มักจะมีทั้งร้องและรับเสมอ

______________________________

แถม หมายถึงการยืมหน้าทับของเพลงหนึ่ง แต่ความยาวของหน้าทับไม่พอกับเพลงหลังนี้ ฉะนั้นจึงต้องเพิ่มตอนท้ายขึ้นอีก เพื่อให้พอดีกับเพลงดังกล่าว อาการที่เพ่มขึ้นนี้เรียกว่า “แถม” เช่น เพลงสระบุหรุ่ง ใช้หน้าทับ “ลงทรง(แถม)” เป็นต้น

 

คำศัพท์หมวด ซ


ซอ นอกจากหมายถึงเครื่องดนตรีประเภทใช้สายแล้ว ยังหมายถึงการขับร้องทางภาคเหนืออีกด้วย เช่นว่า “ขับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพง” หรือ “ขับซอยอราชเฑียร ทุกเมือง” เป็นต้น แปลความหมายว่า “ขับร้องยอโฉม…” นั่นเอง

______________________________

ซัด แปลตรงๆว่า “สลัดแขน” ซึ่งนำมาใช้กับท่ารำที่เรียกว่า “รำซัดชาตรี” หรือ “รำซัด” เครื่องดนตรีที่ประกอบการ “รำซัด” ดังกล่าวนี้คือ ปี่ ทับ ๒ ใบ กลองชาตรี ๑ คู่ ฆ้อง ๑ คู่ และฉิ่ง

              ผู้รำจะแสดงท่าต่างๆ ตามจังหวะให้ดูสวยงาม แล้วจะซัดด้วยการสลัดแขนตั้งวงเป็นระยะๆไป เอาตั้งแต่ห่างจนกระทั่งค่อยถี่ลงไปเป็นลำดับ ตอนที่ผู้รำทำท่า “ซัด” นี้ ทับ (หรือโทนก็ได้) ก็จะต้องตีซัดเป็นเสียง “โท่นโท่น ป๊ะ ป๊ะ” เช่นเดียวกัน

คำศัพท์หมวด ช


ชั้น เป็นชื่อแสดงอัตราของเพลงซึ่งลดหลั่นกันลงมาเป็นลำดับ หรือทวีคูณขึ้นไปเป็นลำดับ อัตราที่ลดหลั่นหรือทวีคูณขึ้น เป็นลำดับนี้ เรียกว่า “ชั้น” แต่เดิมอัตราสูงสุดของเพลงมีแค่ ๓ ชั้น แล้วตัดครึ่งลงมาเหลือ ๒ ชั้น และตัดอีกครึ่งลงมาเหลือชั้นเดียว หรือถ้าจะพูดทางกลับกันก็ว่าเพลง ๒ ชั้น เป็นสองเท่าของเพลงชั้นเดียว และเพลง ๓ ชั้นก็เป็นสองเท่าของเพลง ๒ ชั้น

           ในปัจจุบันนี้บางเลพงมีตั้งแต่ ๔ ชั้น ลงมาหาครึ่งชั้นก็มี แต่โดยมาก็มีแค่ ๓ ชั้น ถึงชั้นเดียว ถ้าสมมติว่าเพลงนั้นมีท่อนเดียว และมีความยาว ๑ หน้าท้บปรบไก่ เพลงในอัตราแต่ละชั้นจะมีความยาวลดหลั่นกันดังนี้

อัตรา              ความยาวเทียบกับโน้ตสากล ๒/๔

๔ ชั้น                          ๑๖ ห้อง

๓ ชั้น                           ๘  ห้อง

๒ ชั้น                            ๔ ห้อง

ชั้นเดียว                        ๒ ห้อง

ครึ่งชั้น                          ๑ ห้อง

เสี้ยวชั้น                    ๑/๒ ห้อง

               เพลงรุ่นแรกๆ ของไทยนั้นเป็นเพลงในอัตราชั้นเดียวแทบทั้งสิ้น ต่อมาภายหลังจึงได้รับการยืดขยายขึ้นเป็น ๒ ชั้นและ ๓ ชั้น ตามลำดับ บางเพลงก็ได้รับการยืดขยายขึ้นเป็น ๔ ชั้นทีเดียว

______________________________

ชั้นเชิง เรียกสั้นๆว่า “เชิง” เช่น “คนระนาดคนนี้ไม่มีเชิงเสียเลย” หรือ “คนระนาดคนนี้ชั้นเชิงของเขาพอดู” ดังนี้เป็นต้น

              คำว่า “ชั้นเชิง” หรือ “เชิง” นี้ หมายความถึงวิธีเล่นเครื่องดนตรีของแต่ละคนว่าดีหรือไม่ดีเพียงใด ถ้าเล่นดีมีลูกพลิกแพลงต่างๆเหมาะสมแก่เครื่องดนตรีนั้นๆแล้ว ก็เรียกว่า “มีชั้นเชิง” หรือ ” มีเชิง” ถ้าเล่นไม่ดีหรือเล่นลูกพลิกแพลงเหมือนกันแต่ฟังแล้วไม่เข้าท่า ไม่เหมาะแกเครื่องดนตรีชนิดนนั้น ก็เรียกว่า “ไม่มีชั้นเชิง” หรือ “ไม่มีเชิง”

______________________________

เช็ด คืออาการที่ผู้ตีฆ้องวงตีลูกฆ้องไม่เต็มเสียง โดยมากเกิดขึ้นตอนที่เพลงกำลังไหว (เร็ว) จัด คนตีฆ้องวงตีไม่ทันก็เลยเอาไม่ตีเขี่ยๆข้ามลูกไป อาการเช่นนี้สำหรับระนาดเรียกว่า “เขี่ย” แต่สำหรับฆ้องวงเรียกว่า “เช็ด” คล้ายๆกับว่า ไม่ได้ตีหรอก แต่เอาไม้ตี “เช็ด” ปุ่มฆ้องแต่ละลูกไปเท่านั้น

คำศัพท์หมวด ห


หน่ง  เป็นเสียงลูกฆ้องใหญ่ เมื่อผู้บรรเลงเอาไม้ตีลงไปตรงกลางปุ่มลูกฆ้อง แล้วเปิดมือให้มีเสียงกังวานเต็มที่ฟังเป็นเสียง “หน่ง” หรือ “นัง”

______________________________

หน่วง หมายความว่าให้ดึงจังหวะไว้ อย่าปล่อยให้เร็วเกินไปนัก

______________________________

หนอด เป็นเสียงลูกฆ้องใหญ่ เมื่อผู้บรรเลงเอาไม้ตีตีลงไปตรงกลางปุ่มลูกฆ้องให้เสียงมีกังวานนิดหน่อย แล้วกดไม้ห้ามกังวานมันเสีย จงฟังเป็นเสียง “หน่ง-ง็อด” ฟังเร็วๆเป็นเสียง “หนอด”

______________________________

หนับ  เป็นเสียงลูกฆ้องใหญ่ เมื่อผู้บรรเลงเอาไม้ตีตีลงไปตรงกลางปุ่มลูกฆ้องแล้วกดห้ามเสียงไว้ทันที

______________________________

หน้าทับ คือลีลาของการตีเครื่องหนังจำพวกที่เลียนเสียงมาจาก “ทับ” เช่น ตะโพน กลองแขก สองหน้า  โทนรำมะนา เป็นต้น ลีลาที่เครื่องหนังเหล่านี้ตีประกอบจังหวะเพลงต่างๆ เรียกว่า “หน้าทับ” เช่น หน้าทับปรบไก่ หน้าทับสองไม้ หน้าทับสดายงค์ หน้าทับขึ้นม้า หน้าทับลงสรง เป็นต้น

                ต่อมาในสมัยหลังๆ ได้มีเครื่องหนังตีประกอบจังหวะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเครื่องหนังเหล่านี้ส่วนมากก็เลียนเสียงมาจากทับแทบทั้งส้น ด้วยเหตุนี้ลีลาหรือเพลงของเครื่องหนังที่เลียนเสียงมาจากทับนี้จึงเรียกกันว่า “หน้าทับ” ตามของเก่าไปด้วย ไม่เรียกว่า “หน้าตะโพน” หรือ “หน้ากลองแขก” ฯลฯ ตามชนิดของเครื่องดนตรีแต่ละอย่าง

______________________________

หน้าพาทย์ คือเพลงที่ใช้ประกอบอากัปกิริยาของตัวโขนละคร และกิริยาสมมุติต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพลงที่ประกอบอาการของวัตถุหรือสภาพธรรมชาติต่างๆ ก็นับว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์เหมือนกัน เช่น เพลง “รัวลูกไม้หล่น” ใช้ประกอบอาการที่ลูกไม้หล่นจากต้น เป็นต้น

______________________________

หลบ  คือ วิธีการร้องหรือบรรเลงดนตรีที่ดำเนินทำนองโดยลดจากเสียงสูงลงมาต่ำหรือขึ้นจากเสียงต่ำไปยังเสียงสูง เรียกเต็มๆว่า “หลบเสียง”

                นักดนตรี เช่น ตีระนาดกลอนลงเสียงต่ำเรื่อยๆ จนทำท่าว่าจะหมดลูกทางต่ำ (คือไม่มีลูกจะตี) แล้วจู่ๆจะหลบกลับไปทางด้านเสียงสูงทันทีนั้นไม่ได้ จะต้องคิดหาทำนองให้สารถตีหวนกลบเข้าไปหาเสียงสูงโดยคนฟังจับไม่ได้  จึงจะเรียกว่าใช้ได้

______________________________

หลุม ฆ้องวงใหญ่นั้นระดับเสียงของลูกทางต่ำเป็นสเกล ๕ เสียง แต่ลูกทางสูงเป็นสเกล ๗ เสียง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีการข้ามเสียงในระหว่างลูกที่ ๓ กับ ๔ จุดหนึ่ง กับในระหว่างลูกที่ ๕ กับ ๖ อีกจุดหนึ่ง จุดที่มีการข้ามเสียงนี้ นักดนตรีเรียกว่า “หลุม” เพราะถ้าเอาปี่พาทย์มอญไปเล่นเพลงไทยที่มี ๗ เสียงแล้ว เมื่อบรรเลงเสียงในระดับต่ำก็จะตกหลุมทันที เพราะเสียงในระดับต่ำมีไม่ครบ ๗ เสียง ด้วยเหตุนี้นักดนตรีที่มีความสามารถจึงต้องพยายาม “หลบ” ขึ้นสูงเพื่อไม่ให้ “ตกหลุม” ดังกล่าว

______________________________

หวาน เป็นคำที่ใช้คู่กับ “เก็บ” เช่นเดียวกับ “โอด” เป็นคำคู่กับ “พัน” ฉะนั้นคำว่า “หวาน” หรือ “ทางหวาน” นี้ จึงใช้กับท่วงทำนองที่แปลลูกฆ้องออกมาเป็นทางกรอให้ฟังหวานซาบซึ้ง (โดยมาใช้กับทางเดี่ยว) ซึ่งเที่ยวแรกทำเป็นทางหวานส่วนเที่ยวหลังทำเป็นทางเก็บ) ตรงกันข้ามกับทางเก็บซึ่งบรรเลงเป็นลูกถี่ๆ เรื่อยไป (ดูคำว่า “เก็บ”)

______________________________

หางเครื่อง  คำว่า “หางเครื่อง” นี้อันที่จริงหมายถึงพวกตัวรำที่แต่งตัวสีฉูดฉาดออกมารำตามเพลง “ลูกบท” ที่ออกต่อท้ายจากเพลงใหญ่หรือเพลง “แม่บท” (โปรดดูคำว่า “ลูกบท”) แต่ในปัจจุบันนี้หางเครื่องรำพวกนั้นไม่มีแล้ว (ไปมีอยู่ที่วงลูกทุ่งแทน) ฉะนั้นนักดนตรีส่วนมากจึงใช้คำว่า “หางเครื่อง” นี้แทนคำว่า “เพลงลูกบท” ไปเสียเลย

______________________________

เหลื่อม  ดูคำว่า “ล่วงหน้า”

______________________________

แหนะ เป็นเสียงลูกฆ้องใหญ่ เมื่อผู้บรรเลงใช้ไม้ตีกดลงไปบนปุ่มลูกฆ้อง ให้เอียงประมาณ ๔๕ องศาทางด้านหน้า (ไม่ใช่ตีกดลงไปตรงๆ ถ้าทำอย่างนั้นจะเกิดเป็นเสียง “หนับ” ไม่ใช่ “แหนะ”)

______________________________

แหวว หมายถึงลูกฆ้องที่มีเสียงครางเป็นคนละเสียงจริง จนจับไม่ได้ว่าเสียงที่จริงของมันคืออะไรกันแน่ ลูกฆ้องที่มีเสียง “แหวว” นี้จะเทียบเสียงได้ยากมาก เพราะไม่รู้ว่าอันไหนเป็นเสียงจริง อันไหนเป็นเสียงคราง ผืนระนาดเอกบางผืนก็ “แหวว” เหมือนกันเพราะฟังใกล้ๆก็เพราะดี แต่พอไกลออกไปหน่อยมัน “แหวว” หมด ฟังเสียง “แก๊กๆ” ไม่เป็นรส

______________________________

โหน คือวิธีการที่ปี่เป่าเป็นเสียงยาวติดต่อกันไปในช่วงหนึ่งเรียกเต็มๆว่า “เป่าโหน” การเป่าโหนนี้ถ้าทำให้เหมาะสมแล้จะทำให้ดนตรีฟังไพเราะขึ้นมาก เพราะเท่ากับเป็นการสนับสนุนลูกเก็บให้ดีเด่นขึ้นนั่นเอง

______________________________

ไหว หมายถึง การบรรเลงให้เสียงดนตรีหลาย ๆ เสียงที่ติดต่อกันนั้น มีระยะถี่และในจังหวะ เร็ว หากทำได้ถี่และเร็วมาก ก็เรียกว่าไหวมาก

คำศัพท์หมวด ส


สง  เป็นวิธีตีระนาดอย่างหนึ่งซึ่งผู้ตีใช้ไม้ระนาดตีลงไปบนลูกระนาดอย่างยั้งๆ โดยใช้กล้ามเนื้อแขนดึงไว้ ไม่ฟาดโครมลงไป อาการอย่างนี้เรียกว่า “สง” หรือ “ตีสง”

______________________________

ส่ง คำนี้มีความหมายเป็น ๒ กรณี คือ
      ๑) หมายถึงวิธีการร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องร้องขึ้นมาก่อน เมื่อร้องจบแล้ว ดนตรีจึงบรรเลงรับไปตามเนื้อเพลงอันเดียวกับที่ร้องนั้น วิธีอย่างนี้เรียกว่า “ร้องส่ง” ซึ่งมักจะใช้สำหรับร้องเพลง ๓ ชั้น หรือเพลงเถาเสียเป็นส่นใหญ่ นอกจา “ร้องส่ง” แล้ว ยังมี “ร้องคลอ” “ร้องลำลอง” และ “ร้องเคล้า” อีกด้วย (โปรดดูคำว่า คลอ ลำลอง และเคล้า)
      ๒) หมายถึงวิธีการที่นักดนตรีบรรเลงเพลงท่อนแรกจบ และทอดให้ร้องแล้ว แต่เพื่อเป็นการนำทางให้คนร้อง ร้องท่อนต่อไปได้สะดวก จึงนำเอาตอนหัวของท่อนต่อไป มาบรรเลงชาๆ เป็นทางร้องนำไปหน่อยหนึ่ง วิธีการเช่นนี้เรียกว่า “ส่งทางเสียง”

              การ “ส่งทางเสียง” นี้เท่ากับเป็นการแนะแนวทางให้คนร้องทราบว่า ท่อนต่อไปร้องขึ้นต้นว่าอย่างไร ซึ่งก็มีอยู่บ่อยๆที่คนร้องจำทำนองท่อนต่อไปไม่ได้ แต่พอได้ยินหางเสียงที่นักดนตรีนำทางมาเท่านั้น ก็สามารถฉวยหางเสียงมาร้องต่อไปได้อย่างสนิทสนม

______________________________

สร้อย  มีความหมาย ๒ กรณี คือ

๑)    เป็นทำนองร้องหรือดนตรีที่ประกอบเข้าไปกับเนื้อเพลงเพื่อให้ฟังเร้าอารมณ์ขึ้น (ทำนองเดียวกับ “ดอก”) เพลงพวกนี้มักใช้ร้องหรือบรรเลง (แต่โดยมากก็มีทั้งร้องและบรรเลงประกอบกันไป) ในเวลาที่จะต้องลาจากกันเพื่อแสดงถึงความห่วงใยอะไรทำนองนี้ ตัวอย่างเช่น เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง เป็นต้น เพลงนี้เนื้อเพลงมีนิดเดียว แต่ทางร้องนั้นท่านได้ต่อสร้อยเป็นภาษาไทยบ้าง มอญบ้าง เข้าไปยาวเหยียด นอกจากสร้ายแล้ว ยังมี “ดอก” ต่อท้ายอีกด้วย (โปรดดูคำว่า “ดอก”)

๒)    เป็นทำนองตอนหนึ่งของเพลงซึ่งใช้ร้องหรือบรรเลงสลับกับเนื้อ ส่วนที่ดำเนินเรื่องนั้น คือ “เนื้อ” ของเพลง ส่วนที่เป็น “สร้อย” เพียงแต่ประกอบเข้าไปให้เร้าอารมณ์เท่านั้น ทั้งนี้เพราะสร้อยจะมีเนื้อร้องอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คงเปลี่ยนแต่เนื้อเท่านั้น ถ้าเป็นเพลงด้นจะด้นเฉพาะตรงเนื้อพอจบเนื้อแล้วลูกคู่จึงจะรับสร้อยพร้อมกัน เมื่อสร้อยจบก็ด้นเนื้อต่อไปอีก ทำนองเดียวกับลูกคู่ลำตัด ซึ่งจะร้องอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (นอกจากจะเปลี่ยนขึ้นลูกคู่ใหม่) คงเปลี่ยนแต่เนื้อลำตัดเท่านั้น ลูกคู่เพียงแต่คอยรับเวลาเขาด้นหมดเนื้อเพื่อให้เกิดเร้าอารมณ์

______________________________

สวม เป็นวิธีการที่วงดนตรีหรือเฉพาะแต่เครื่องดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรเลงล้ำเข้ามาในตอนท้ายของทำนองร้องก่อนที่จะร้องจบ

                การสวมร้อง นี้เป็นของจำเป็น เพราะเท่ากับเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทางร้องซึ่งช้ากับทางรับซึ่งเร็ว ถ้าไม่มี “สวมร้อง” แล้ว ทางรับก็จะขึ้นได้ไม่สนิทสนมเพราะขาด “สะพาน” ดังกล่าว

                อนึ่งการสวมร้อง นี้เป็นเทคนิคสำคัญ คนฟังมักคอยสังเกตว่าดนตรีวงนี้สวมร้องได้สนิทสนมแค่ไหน ลูกที่นำมาใช้สวมร้องนั้นเหมาะสมแค่ไหน สวมร้องเข้าไปมากหรือน้อยเพียงไร หรือว่ากำลังพอดี เหล่านี้เป็นต้น โดยปกติการสวมร้องนั้น นักดนตรีก็เอาทำนองตอนปลายตรงที่จะร้องจบ สวมเข้าไปในร้องโดยบรรเลงเป็นทำนองเดียวกัน แต่ให้พลิกแพลงน่าฟัง จนกระทั่งร้องจบแล้วจึงใช้การสวมดังกล่าวเป็นสะพานเชื่อมกับทางรับไปเลย

______________________________

สองชั้น คือเพลงในอัตราปานกลาง มีความยาวกว่าอัตราชั้นเดียวเท่าตัว และสั้นกว่าอัตรา ๓

 ชั้นเท่าตัวเช่นกัน (โปรดดูคำว่า “ชั้นเดียว” และ “สามชั้น” ประกอบไปด้วย)

                ถ้าเทียบเป็นโน้ตสากล จังหวะ ๒/๔ แล้ว เพลง ๒ ชั้น หน้าทับปรบไก่จะมีความยาวในหน้าทับหนึ่งๆ เท่ากับ ๔ ห้องของโน้ตดังกล่าว และเพลงในหน้าทับสองไม้จะมีความยาวเพียงแค่ ๒ ห้อง (เพราะหน้าทับสองไม้สั้นกว่าหน้าทับปรบไก่เท่าตัว)

______________________________

สองไม้  เป็นชื่อของหน้าทับอย่างหนึ่ง ซึ่งมีความยาวน้อยกว่าหน้าทับปรบไก่ ๑ เท่าตัว โดยที่เป็นหน้าทับค่อนข้างสั้น จึงเหมาะสำหรับตีประกอบกับเพลงที่มีประโยคสั้นๆ หรือเพลงประเภทด้น หรือเพลงที่มีลูกพลิกแพลง เช่น เพลงประเภทลูกล้อลูกขัดต่างๆ

                ที่เรียกว่าหน้าทับ “สองไม้” นี้ ก็เห็นจะเป็นด้วยโบราณาจารย์ท่านคิดขึ้นสำหรับตีประกอบการร้องด้นแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ด้นสองไม้” นั่นเอง การ้องด้นนี้ผู้ร้องจะด้นให้ยาวเท่าใดก็ได้ และอาจร้องพลิกแพลงไปได้ต่างๆ โดยทั่วไปเนื้อสำหรับจะด้นก็มีอยู่วรรคเดียว แต่อาศัยด้นกลับไปกลับมาจึงร้องกันได้ยาวๆ ในปัจจุบันนี้ พวกลิเกและละครนก ก็ยังนำมาใช้ร้องประกอบการแสดงในตอนที่ต้องการดำเนินเรื่องให้รวบรัด พวกเพลงพื้นเมืองต่างๆ เช่น เพลงฉ่อย เพลงพวงมาลัย พวกนี้ก็ด้นเช่นกัน

                หน้าทับ “สองไม้” นี้ท่านคิดขยายขึ้นมาจากหน้าทับเพลงเร็วซึ่งเป็นอัตราชั้นเดียวนั่นเอง เมื่อหน้าทับสองไม้ ๒ ชั้นเกิดขึ้นแล้ว ต่อไปก็เกิดอัตรา ๓ ชั้นตามขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ฉะนั้นจึงสามารถตีประกอบจังหวะครบเป็นเถาได้

______________________________

สอด  เป็นวิธีการบรรเลงอย่างหนึ่ง ซึ่งดนตรีจะแทรกขึ้นมาในระหว่างร้องหรือในระหว่างที่เครื่องดนตรีอื่นๆหยุด วิธีการเช่นนี้เรียกว่า “สอด” ซึ่งนักดนตรีอาจจะพลิกแพลงทำขึ้นมาเอง หรือครูผู้แต่งเพลงอาจจะกำหนดให้ทำอย่างนั้นก็ได้ เช่น เพลงสาลิกาแก้ว เป็นต้น ผู้แต่งท่านกำหนดให้นักดนตรีสอดทำนองเข้าไปในระหว่างร้อง ทำให้ฟังไพเราะขึ้นมาก หรือเพลงนกสีชมพู ซึ่งผู้แต่งท่านบังคับให้ปี่เป่าเป็นเสียง “นกสีชมพูเอย” แทรกเข้าไปตอนที่เครื่องดนตรีอื่นๆหยุด ดังนี้เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม การ”สอด” นี้ มักเป็นเรื่องที่ผู้แต่งเพลงกำหนดมาเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนนักดนตรีคิดทำขึ้นเองนั้นมีน้อย ทั้งนี้เพราะการสอดเป็นของทำยากอยู่ ถ้าทำดีก็ดีไป ถ้าทำไม่ดีก็จะพาให้วงทั้งวงพลอยเสื่อมไปด้วย

______________________________

สะบัด คือวิธีการที่แทรกเสียงอีก ๑ พยางค์เข้ามาในลูกเก็บธรรมดา ๒ พยางค์ รวมเป็น ๓ พยางค์ถี่ๆ แล้วใช้มือพิเศษ ทำให้เกิดเสียงเสียงสะบัดขึ้นโดยเร็ว เช่น ถ้าเป็นจะเข้หรือกระจับปี่ก็ใช้ไม้ดีดดีด เข้าออกเข้า ติดกันโดยเร็ว ๓ ครั้ง ถ้าเป็นซอก็ใช้คันชัก เข้าออกเข้า ติดกัน ๓ ครั้งเช่นเดียวกัน ถ้าเป็นเครื่องตีก็สะบัดไม้ตีลงไป ๓ ครั้งติดๆกันฟังเป็นเสียง ตะระเร็ง เช่นนี้เป็นต้น

______________________________

สามชั้น คือเพลงในอัตราที่ยืดขยายขึ้นมาจาก ๒ ชั้นอีกเท่าตัว หรือยืดขยายขึ้นมาจากชั้นเดียว ๔ เท่าตัวนั่นเอง ถ้าจะเทียบกับโน้ตสากลจังหวะ ๒/๔ แล้ว เพลงประเภทหน้าทับปรบไก่จะมีความยาวหน้าทับหนึ่งๆ เท่ากับ ๘ ห้อง และถ้าเป็นหน้าทับสองไม้แล้วจะมีความยาวเท่ากับ ๔ ห้อง

                แต่เดิมเพลง ๓ ชั้น เป็นเพลงที่มีอัตราสูงที่สุด และมีความยาวมากี่สุด ตรงกันข้ามกับเพลงชั้นเดียวซึ่งมีอัตราต่ำสุด และมีความยาวน้อยที่สุด แต่ในปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์บางท่านได้คิดยืดขยายเพลงที่เหมาะสมบางเพลงขึ้นไปถึง ๔ ชั้น และตัดลงเป็นครึ่งชั้น ปะเหมาะเคราะห์ดีถึงเสี้ยวชั้น เช่น เพลงเขมรไทยโยค (มีตั้งแต่อัตรา ๔ ชั้น ลงมาจนถึงช้นเดียว) เพลงพราหมณ์ดีดน้ำเต้าเถา (มีตั้งแต่อัตรา ๔ ชั้นลงมาจนถึงครึ่งชั้น) ดังนี้เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ เพลง ๓ ชั้น จึงมิใช่เพลงในอัตราสูงสุดเสมอไป เพราะอาจมี ๔ ชั้นขึ้นอีกก็ได้ และเพลงชั้นเดียวก็มิใช่อัตราต่ำสุดอาจมีครึ่งชั้นหรือเสี้ยวชั้นกต่อลงไปอีกก็ได้

______________________________

ส่าย  เป็นวิธีพลิกแพลงของเครื่องหนังประเภทต่างๆ ที่ใช้หน้าทับ (หรือเลียบแบบมาจากทับ) ส่วนเครื่องหนังที่มิได้เลียนแบบมาจากทับ เช่น กลองทัดนั้น ถึงจะใช้ไม้ตีพลิกแพลงไปอย่างไร ท่านก็ไม่เรียกว่า “ส่าย” แต่เรียกว่า “เล่นไม้” แทน

                ถ้าจะถามว่า ทำไมถึงต้องส่าย? นั่นเพราะลีลาอันเป็นเนื้อแท้ๆของเครื่องหนังแต่ละหน้าทับนั้นมันสั้น คนกลองตีกลับไปกลับมาไม่กี่เที่ยวก็เบื่อ เพื่อไม่ให้เบื่อจึงต้องพลิกแพลงไป ทั้งนี้โดยยึดเนื้อแท้ของเดิมไว้เป็นหลัก คือ พลิกแพลงไปภายในกำหนดของเนื้อ มิใช่พลิกแพลงตามใจชอบ นอกจากนั้นคนกลองอาจจะพลิกแพลงหาวิธีตีให้มันสอดคล้องกับทำนองเพลง เพื่อจะได้ฟังกลมกลืนกันก็ได้ ทั้งหมดนี้เราเรียกว่า “ส่าย”ทั้งนั้น

______________________________

สี่ชั้น  โปรดดูคำว่า “สามชั้น”

Previous Older Entries Next Newer Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.